
อนาคตประเทศกับเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท (ตอนที่ 1)
ฉบับที่แล้วผมนำเสนอยุทธศาสตร์การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท โดยนำเสนอไว้ 2 ประเด็น เรามาดูกันต่อนะครับ
ฉบับที่แล้วผมนำเสนอยุทธศาสตร์การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท โดยนำเสนอไว้ 2 ประเด็น เรามาดูกันต่อนะครับ
(3) พัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่ง เพื่อยกระดับความคล่องตัว (Mobility) เพิ่มทางเลือกในการเดินทางยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยในชีวิตให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบขนส่งในเขตเมือง (Urban) โดยขยายโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทางรางให้มีความครอบคลุมพื้นที่บริการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เป็นโครงข่ายหลักในการเดินทางของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ สายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อมักกะสันหัวหมาก และช่วงบางซื่อหัวลำโพง, สายสีแดงอ่อน ช่วงบางซื่อตลิ่งชันศาลายา, สายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชันศิริราช, สายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิตมธ.ศูนย์รังสิต, ส่วนต่อขยายช่วงดอนเมืองพญาไท, สายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อท่าพระ และช่วงหัวลำโพงบางแค, สายสีเขียวเข้ม ช่วงแบริ่งสมุทรปราการ ช่วงหมอชิตสะพานใหม่คูคต ช่วงสมุทรปราการบางปู, สายสีชมพู ช่วงแครายมีนบุรี, สายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมบางกะปิมีนบุรี, สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่บางซื่อ และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าวสำโรง ตลอดจนพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อการเดินทางและระบบบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการเดินทาง เช่น โครงการทางพิเศษและสะพานข้ามทางรถไฟและอุโมงค์ข้ามทางรถไฟ เป็นต้น
นี่คือภาพใหญ่ของการกู้เงินมาลงทุน 2 ล้านล้านบาท
รัฐบาลได้มีการประมาณการความต้องการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในช่วงปี 25562563 จากการกลั่นกรองแผนงาน/โครงการในเบื้องต้น พบว่า มีวงเงินลงทุนรวมในช่วง 25562563 ประมาณ 2 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย
(1) ยุทธศาสตร์ที่ 1 การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนมาสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า (Modal Shift & Multimodal) วงเงินรวมจำนวน 309,564 ล้านบาท
(2) ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) วงเงินรวมจำนวน 954,757 ล้านบาท
(3) ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อยกระดับความคล่องตัว (Mobility) วงเงินรวมจำนวน 672,503 ล้านบาท
ผมคิดว่าที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ เป้าหมายและตัวชี้วัดที่สำคัญที่รัฐบาลบอกว่า ภายในปี 2565 ประเทศไทยจะ (1) มีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีของประเทศลดลงจากปัจจุบัน ไม่น้อยกว่า 2% จากปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีประมาณ 15.2%
(2) สัดส่วนผู้เดินทางระหว่างจังหวัดโดยรถยนต์ส่วนบุคคลลดลงจาก 59% เหลือ 40%
(3) ความเร็วเฉลี่ยของรถไฟขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นจาก 39 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และขบวนรถโดยสารเพิ่มขึ้นจาก 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
(4) สัดส่วนปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางเพิ่มขึ้นจาก 2.5% เป็นไม่น้อยกว่า 5%
(5) สัดส่วนปริมาณการขนส่งสินค้าทางน้ำเพิ่มขึ้นจาก 15% เป็นไม่น้อยกว่า 19%
(6) ลดความสูญเสียจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท ต่อปี
(7) สัดส่วนการเดินทางในระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็นไม่น้อยกว่า 30%
(8) ปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านเข้าออก ณ ด่านการค้าชายแดนที่สำคัญ ซึ่งเชื่อมต่อโครงข่ายกับทางหลวงอาเซียนมีมูลค่าเพิ่มขึ้นโดยรวมเฉลี่ยต่อปีไม่น้อยกว่า 5%
(9) ปริมาณผู้โดยสารทางรถไฟเพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 75 ล้านคนต่อปี
(10) ลดระยะเวลาการเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองภูมิภาค ตามแนวสายทางรถไฟความเร็วสูงภายในรัศมี 300 กิโลเมตรรอบกรุงเทพมหานคร ในระยะเวลาไม่เกิน 90 นาที จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง
ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจมหภาค พบว่า จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งเชิงเศรษฐกิจทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการจ้างงาน รวมทั้งเป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมกับประเทศในภูมิภาคเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558
นอกจากนี้ การเชื่อมโยงโครงข่ายด้านคมนาคมของประเทศยังเป็นการกระจายความมั่งคั่งสู่ชุมชนทั่วทั้งประเทศด้วย







