posttoday
แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เกาไม่ถูกที่คัน (อีกแล้ว)

แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เกาไม่ถูกที่คัน (อีกแล้ว)

18 เมษายน 2556

โดย เศรษฐา ทวีสิน

โดย เศรษฐา ทวีสิน

(พาดหัว) Thailand 2020 ช่วยกันคิด ช่วยกันต่อยอด

ภายหลังจากที่รัฐบาลได้มีการประกาศถึงโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมาแทบไม่มีวันไหนเลยครับที่เราไม่ได้เห็นประเด็นข่าวนี้พาดหัวสื่อต่างๆ เพราะถือเป็นอภิมหาโครงการที่คนธรรมดาๆ อย่างเราฟังแค่ตัวเลขลงทุนก็นับเลขศูนย์กันไม่ถูกแล้ว จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องตกเป็นหัวข้อในการวิจารณ์ วิเคราะห์ และให้ความสนใจกันอย่างต่อเนื่อง

นับเป็นโอกาสดีของผมครับ ที่บังเอิญไปตรวจไซต์โครงการแถวๆ นั้น เลยได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมนิทรรศการ Thailand 2020 ที่รัฐบาลได้จัดขึ้นที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะเมื่อช่วงเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะผมเองในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจและผู้เสียภาษีก็คอยติดตามเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่กล่าวถึงนี้ ถ้าหากแล้วเสร็จจะส่งผลอันใหญ่หลวงต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ อีกหลายอย่างซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย โดยภายหลังจากที่ผมได้ไปเยี่ยมชมนิทรรศการดังกล่าวแล้ว ผมยังเอ่ยปากให้พนักงานทั้งระดับผู้บริหารและปฏิบัติการในองค์กรให้พยายามหาเวลาไปดูและทำความเข้าใจกับโครงการดังกล่าวด้วยเพื่อประโยชน์ในการวางแผนธุรกิจไม่มากก็น้อย

กลับมาที่ผมกล่าวไว้ด้านต้นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นร้อนและเป็นประเด็นระดับชาติที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางเศรษฐกิจ การเงิน และสังคมของประเทศไทยในสเกลที่มหาศาล จึงกลายเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ ล้วนออกมาแสดงความเห็นกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากที่ผมสังเกตเห็นโดยส่วนมาก ณ ตอนนี้จะมุ่งไปที่ประเด็นของแหล่งที่มาของเงินทุนในการบริหารจัดการโครงการนี้และความวิตกกังวลถึงความโปร่งใสและสภาวะการเงินของประเทศหากต้องบริหารหนี้ก้อนนี้เป็นเวลาที่ยาวนาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องครับในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องและขอทราบถึงรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว

สำหรับตัวผมเองในฐานะนักธุรกิจอาจจะมีมุมมองที่ต่างออกไปสักเล็กน้อย มิใช่ว่าผมไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเงินทุนหรือหนี้สินที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้นะครับ แต่เชื่อผมสิครับท่านผู้อ่าน ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่ตกอยู่ในวังวนของความขัดแย้งทางอุดมการณ์ความคิดและอคติทางการเมืองจนบางครั้ง ทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ไม่ทราบได้ เราเลือกที่จะมองหาข้อเสียหรือจุดอ่อนที่จะสามารถโจมตีความคิดของฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วยเสียมากกว่าที่จะเลือกมองถึงความเป็นไปได้ในแง่บวกครับ ดังนั้นผมจึงอยากเลือกที่จะวาดฝันไปข้างหน้ามากกว่าครับว่าเราจะได้อะไรบ้างจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่นี้พยายามมองถึงข้อดีและผลลัพธ์ที่ประเทศเราจะได้จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวมากกว่า และนึกถึงแผนการล่วงหน้าว่าเราจะสามารถต่อยอดอะไรจากผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นไหม เพราะดูเหมือนนี่เป็นอีกด้านที่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงมากนักในช่วงนี้

จากที่ผมได้ศึกษาข้อมูลในนิทรรศการบอกว่าผลทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นหลักๆ เรื่องแรกคือการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนตำแหน่งจากโครงการนี้ นอกจากนี้แล้วภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะได้ผลกระทบในเชิงบวกจากโครงการนี้ก็ได้แก่ ภาคการก่อสร้างที่ได้รับอานิสงส์จากโครงการนี้โดยตรง ภาคขนส่งที่จะได้ผลพลอยได้จากการกระจายตัวของการจ้างงานและธุรกิจต่างๆ ภาคการผลิตที่จะมีการเคลื่อนไหวของวัตถุดิบและแรงงานได้ดีขึ้น ภาคท่องเที่ยวที่ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นการท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างๆ และรวมถึงสภาวะการจ้างงานที่จะเพิ่มขึ้นจากการกระจายความเจริญไปยังระดับภูมิภาคมากขึ้น

ข้อมูลเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นเพียงข้อมูลในเบื้องต้นที่ทางรัฐบาลนำเสนอเพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างง่ายๆ ในช่วงนี้ แต่ผมเชื่อว่าผลลัพธ์ในเชิงบวกเหล่านี้เปรียบเสมือนแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ออกมาเหนือผิวน้ำทะเลครับ ผมมีความเห็นว่าเราต้องให้ความสำคัญกับmultiplying effect หรือผลกระทบต่อเนื่องต่างๆ ในเชิงบวกที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นแต่มิได้ถูกนำมาเสนอเนื่องด้วยความยากในการวัดเป็นปริมาณหรือตัวเลขให้เห็นได้ชัดเจน ซึ่งผมเชื่อว่าเจ้า multiplying effect ที่จะเกิดขึ้นนี้จะมิได้ถูกจำกัดอยู่ในเฉพาะในบางองค์ประกอบทางสังคมและเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ผมเชื่อว่าจะเป็น multiplying effect ที่ส่งผลกระทบในทางบวกข้ามโครงสร้างทางสังคมในหลากหลายรูปแบบครับ

เมื่อเร็วๆ นี้ที่ประเทศอังกฤษก็มีกรณีศึกษาคล้ายๆ กับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของเรา แต่ของเค้าเป็นแผนการขยายเฉพาะรถไฟความเร็วสูงจากลอนดอนขึ้นไปทางภาคเหนือแถบเมืองแมนเชสเตอร์ และลีดส์ ซึ่งของเค้ามีข้อมูลสนับสนุนที่แสดงให้เห็นผลกระทบในเชิงบวกกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจมากมายยกตัวอย่างเช่น การที่ผู้ดำเนินธุรกิจต่างๆ จะสามารถเข้าถึงแหล่งแรงงาน แหล่งลูกค้า และแหล่งของวัตถุดิบได้ง่ายขึ้นและมีตัวเลือกมากขึ้น นอกจากนี้จะเอื้ออำนวยให้ประเทศอังกฤษสามารถกระจายความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านของอุตสาหกรรมและธุรกรรมต่างๆ ไปในภูมิภาคที่เหมาะสมทั้งในเชิงโครงสร้างทางกายภาพ สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และความถนัดพื้นถิ่นได้โดยไม่ต้องกังวล เพราะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละภูมิภาคก็จะถูกเชื่อมต่อด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวที่มีประสิทธิผล เหมือนกับการ put the right man on the right job อย่างไรอย่างนั้น ผลที่ได้ก็คือ productivity โดยรวมของประเทศที่ดีขึ้นแล้วทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยไม่ได้ครับ

กลับมาที่บ้านเรา นอกเหนือไปจากข้อมูลตัวเลขประมาณการการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทางรัฐบาลแจกแจงให้เราทราบแล้ว ยังมีประเด็นย่อยๆ ที่เป็น multiplying effect ที่ผมคิดว่าน่าสนใจ เช่น การที่ผู้ประกอบการในธุรกิจและบุคคลในต่างภูมิภาคจะมีปฏิสัมพันธ์ที่มากขึ้นและน่าจะนำมาซึ่งสิ่งที่เรียกว่า knowledge spillovers ทำให้ความรู้ถูกแชร์กันมากขึ้นเกิดเป็นผลดีต่อองค์รวมความรู้ของสังคม

หรือคิดไกลไปกว่านั้นโดยอ้างอิงจากผลการศึกษากรณีของประเทศอังกฤษ เค้าบอกว่ามีแนวโน้มสูงที่ประชากรและกลุ่มธุรกิจในบริเวณที่มีเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานรองรับและเข้าถึง จะมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าในบริเวณที่โครงสร้างพื้นฐานเข้าไม่ถึงเนื่องจากผลกระทบองค์รวมในเชิงบวกทางเศรษฐกิจ ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาก็คือภาษีที่ทางรัฐบาลสามารถจัดเก็บได้มากขึ้น เช่นในอังกฤษเค้าคาดคะเนว่าจะเก็บภาษีได้สูงขึ้นประมาณ 1% หรือประมาณ 5 แสนล้านบาทต่อปี สำหรับประเทศไทยผมไม่แน่ใจในตัวเลขแต่ก็พอสรุปได้ว่าผลของ multiplying effect ในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในเชิงเงินๆ ทองๆ ฟังดูแล้วก็เหมือนจะตอบคำถามได้ในหลายๆ เรื่องด้วยตัวเองครับ

หรือมองในประเด็นที่ไกลไปกว่านั้นเช่นปัญหาทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพการศึกษาก็อาจถูกบรรเทาได้ด้วยการเคลื่อนย้ายองค์ความรู้และบุคลากรที่มีคุณภาพไปในภูมิภาคต่างๆ ที่ดีขึ้น การกระจายรายได้ที่ดีขึ้นและรายได้มวลรวมที่เพิ่มขึ้น นำมาซึ่งการจ้างงานบุคลากรที่มีคุณภาพมากขึ้นเพื่อช่วยยกระดับพื้นฐานการศึกษาในท้องถิ่นต่างๆ เป็นต้น

ท่านผู้อ่านลองนึกถึงเรื่องเหล่านี้ในทางบวกสิครับ แล้วเรามาช่วยกันคิดว่าเราน่าจะได้อะไรจากโครงการนี้บ้าง ก็เหมือนกับการลงทุนนั่นแหละครับ ถ้าเราลงทุนเยอะ เราก็ย่อมที่จะอยากกอบโกยประโยชน์ให้ได้จากการลงทุนในครั้งนี้ให้มากที่สุด และหน้าที่ในการคิดและต่อยอดนี้คงไม่ใช่หน้าที่ของกลุ่มคนแค่ไม่กี่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงบประมาณ บริหารโครงการ และบริหารประเทศ แต่เป็นหน้าที่ของเราทุกคนเหมือนกันที่จะต้องคิดต่อยอดให้ได้ประโยชน์สูงสุดของประเทศ ไม่แน่นะครับ multiplying effect ของโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้อาจเป็นจุดเริ่มของการสิ้นสุดปัญหาความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ชนชาติ ชนชั้นที่เราเจอกันมาตลอดในระยะเวลาหลังๆ ก็เป็นได้นะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท