
หญิงเหล็ก
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนายกฯ ป.4 อย่างแน่นอน แต่เป็นเรื่องของ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา และพิธีศพอย่างเป็นทางการของเธอที่มหาวิหารเซนต์พอลในกรุงลอนดอน เพิ่งเสร็จไปหมาดๆ เมื่อวานนี้เอง (17 เม.ย.)
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนายกฯ ป.4 อย่างแน่นอน แต่เป็นเรื่องของ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา และพิธีศพอย่างเป็นทางการของเธอที่มหาวิหารเซนต์พอลในกรุงลอนดอน เพิ่งเสร็จไปหมาดๆ เมื่อวานนี้เอง (17 เม.ย.)
แทตเชอร์ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกและคนเดียวของอังกฤษ เธอก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศไม่ใช่ในฐานะทายาททางการเมืองของพ่อ พี่ชาย หรือสามี แต่มาจากความสามารถและน้ำพักน้ำแรงของเธอเอง
เธอไม่เพียงได้ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ได้นำพรรคอนุรักษนิยมลงสนามเลือกตั้งทั่วไปและได้รับชัยชนะติดต่อกันถึง 3 ครั้ง จนได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องกันเป็นเวลา 11 ปีกับอีก 209 วัน ยาวนานที่สุดในรอบกว่า 100 ปีของประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษ
เธอได้ชื่อว่าเป็น “หญิงเหล็ก” ตั้งแต่ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก โดยผู้สื่อข่าวรัสเซียคนหนึ่งขนานนามให้ จุดมุ่งหมายคงเพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ในทางลบ แต่เธอกลับชอบคำคำนี้ ซึ่งต่อมากลายเป็นภาพติดตัว แฝงความหมายของความเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง
แทตเชอร์ เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก และมุ่งมั่นในแนวทางที่คิดว่าตัวเองถูกต้อง โดยเกือบจะเรียกได้ว่าไม่ยอมฟังเสียงทัดทานของใคร
ตลอดยุคสมัยของแทตเชอร์ เธอทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องคอขาดบาดตายหลายเรื่อง ซึ่งแม้แต่ผู้นำชายอกสามศอกส่วนใหญ่ก็คงไม่กล้าตัดสินใจ เช่นเรื่องต่อสู้และลิดรอนอำนาจของสหภาพแรงงาน เรื่องขายรัฐวิสาหกิจ เรื่องขึ้นภาษี และตัดลดงบประมาณรายจ่ายในขณะที่เศรษฐกิจกำลังแย่ เรื่องต่อต้านประชาคมยุโรปและไม่ยอมให้อังกฤษใช้สกุลเงินร่วมกับยุโรป ตลอดจนเรื่องทำสงครามกับอาร์เจนตินาเพื่อแย่งอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์
แต่ถึงจะเป็นผู้นำที่สามารถพลิกประวัติศาสตร์ ในอีกแง่มุมหนึ่ง แทตเชอร์ก็เป็นมนุษย์ปุถุชนที่ไม่ผิดแผกแตกต่างไปจากคนทั่วไปในสังคมมากนัก
นี่เป็นแง่มุมที่ผมอยากพูดถึงเธอมากที่สุด
ชีวิตในวัยเด็กและวัยเรียนของเธอไม่ได้โดดเด่นเป็นพิเศษ เธอเรียนดีพอที่จะขอทุนจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แต่ถูกปฏิเสธ โชคดีที่คนได้รับคัดเลือกขอถอนตัว เธอจึงมีทุนเรียน
เธอเรียนจบเกียรตินิยม แต่ก็เป็นเกียรตินิยมอันดับ 2 สาขาที่จบคือเคมี และก็ทำงานเป็นนักเคมีอยู่หลายปี กว่าจะเริ่มเล่นการเมือง
เธอแต่งงานและมีลูกแฝด เป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ชีวิตคู่กับสามีค่อนข้างราบรื่น แต่ความสัมพันธ์กับลูกๆ เข้าใจว่าลุ่มๆ ดอนๆ
เธอเคยบอกว่า การจะทำหน้าที่ทั้งเมีย แม่ และผู้นำประเทศให้ดีไปพร้อมๆ กัน เป็นเรื่องที่ยากมาก
เพื่อความก้าวหน้าทางการเมือง เธอเคยจ้างครูมาช่วยฝึกสอนการพูดในที่สาธารณะ รวมทั้งให้ช่วยกำจัดสำเนียงท้องถิ่น ซึ่งก็ยังหลุดปากออกมาให้ได้ยินเป็นครั้งคราวเมื่อเธอควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
ความเป็นผู้นำของเธอไม่ได้เป็นที่ยอมรับไปเสียทั้งหมด เธอมีกลุ่มที่เกลียดชังเธอมากทั้งในและนอกประเทศ นอกประเทศที่ชัดเจนคือชาวอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นคู่กรณีของอังกฤษในสงครามฟอล์กแลนด์ ส่วนในประเทศที่ชัดเจนคือกลุ่มพนักงานรัฐวิสาหกิจและสมาชิกสหภาพแรงงาน ซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวถูกกระทบอย่างรุนแรงจากนโยบายของเธอ
ในขณะที่คนจำนวนมากเศร้าโศกกับการจากไปของเธอ คนอังกฤษอีกกลุ่มหนึ่งกลับเฉลิมฉลองและแพร่ข่าวไปทั่วว่า “นางปีศาจตายแล้ว”
ตลอดช่วงเวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรี คะแนนนิยมเฉลี่ยของเธอไม่สูงนัก และตกต่ำมากในบางช่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีแรกๆ ที่เศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อสูง และการว่างงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเธอยืนยันว่าต้องแก้ปัญหาด้วยการเดินหน้าขึ้นภาษีและตัดลดงบประมาณรายจ่าย เพื่อให้เงินเฟ้อลดลง และเพื่อรักษาวินัยการคลัง
แต่ก็ต้องถือว่าเธอโชคดี ที่ในช่วงนั้นมีเรื่องสงครามฟอล์กแลนด์เข้ามาช่วย ทำให้เกิดกระแสรักชาติ และทำให้เธอมีภาพลักษณ์ของผู้นำที่เข้มแข็ง ซึ่งเธอก็ได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้อย่างเต็มที่ในการเลือกตั้งครั้งต่อมา
ในช่วงท้ายของการเป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวกันว่า เธอเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น นอกจากจะไม่ใคร่ยอมรับฟังความคิดเห็นของรัฐมนตรีและเพื่อนร่วมพรรคคนอื่นๆ แล้ว บางครั้งยังมีการตำหนิให้ได้รับความอับอาย ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำ และเกิดขบถในพรรคในที่สุด
แทตเชอร์ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่งทั้งๆ ที่ไม่ได้แพ้เลือกตั้ง แต่เป็นเพราะเธอถูกท้าทายในตำแหน่งหัวหน้าพรรค ซึ่งถึงแม้เธอจะได้ชัยชนะในการลงคะแนนรอบแรก แต่ก็ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทำให้ต้องมีการลงคะแนนรอบสอง
หลังจากผ่านการหารือและต่อรองกันอย่างหนัก แทตเชอร์ก็ยอมลาออกทั้งน้ำตา เพื่อให้คนที่เธอสนับสนุนได้เป็นหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรีแทน
คุณภาพของบั้นปลายชีวิตของเธอไม่ดีนัก สามีตายไปก่อนแล้วเกือบสิบปี ลูกชายเมื่อโตเป็นหนุ่มก็ย้ายไปตั้งรกรากในต่างประเทศ ส่วนลูกสาวก็ไม่ชัดเจนว่าได้เจอบ่อยแค่ไหน
ตั้งแต่ ค.ศ. 2002 เป็นต้นมา แทตเชอร์มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง คือโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน และต่อมาเธอก็มีอาการของโรคความจำเสื่อม
ปัญหาสุขภาพทำให้เธอไปไหนมาไหนไม่สะดวก และช่วยตัวเองไม่ใคร่ได้ แม้จะมีคนดูแลใกล้ชิด แต่หลายคนก็เชื่อว่าเธออยู่กับความเหงา
ก่อนจบ ไม่ว่าประวัติศาสตร์จะเขียนถึง มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ อย่างไร แต่ในสายตาของผม ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอคือ การพลิกฟื้นอังกฤษจากประเทศที่กำลังเสื่อมถอยให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง
เรื่องที่สะท้อนสายตาที่ยาวไกลของเธอที่สุดคือการยืนกรานไม่ให้อังกฤษใช้สกุลเงินร่วมกับยุโรป ภายใต้แรงกดดันมหาศาลทั้งจากประเทศเพื่อนบ้านและจากภายในอังกฤษเอง
ช่างต่างจากรัฐบาลของเราเสียจริงๆ หลายเรื่องที่ทำล้วนแต่จะทำให้ประเทศชาติอ่อนแอและเสื่อมลง







