
ทองคำโลกส่อซึมยาวผวากระแสแบงก์ชาติเทขาย
กลายเป็นข่าวที่สร้างความสั่นสะเทือนแก่วงการเศรษฐกิจทั่วโลก เมื่อราคาทองคำโลกได้ร่วงลงมาอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
กลายเป็นข่าวที่สร้างความสั่นสะเทือนแก่วงการเศรษฐกิจทั่วโลก เมื่อราคาทองคำโลกได้ร่วงลงมาอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี ที่ 1,361.70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ในเดือน ก.ย. 2011 ราคาทองคำยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 1,900 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
แม้ราคาจะเริ่มเข้าสู่ภาวะขาลงตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว แต่การที่ราคาทองหล่นฮวบลงภายในวันเดียวเกือบ 10% ในวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา และลดไปถึง 29% เมื่อเทียบกับช่วงที่ราคาทองคำโลกทำสถิติสูงถึง 1,923.70 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในเดือนก.ย. 2011 ภาวะดังกล่าวถือว่าไม่ปกติเป็นอย่างยิ่ง
เนื่องจากจริงๆ แล้วท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่มีความแน่นอน และสภาพคล่องทั่วโลกที่มีมากมายอย่างเหลือล้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่หลายประเทศยักษ์ใหญ่โลกต่างพร้อมใจกันเดินหน้าอัดฉีดอย่างหนัก ในการเข้าไปถือทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็มักเป็นที่นิยมทำกัน แต่ทว่าปัจจุบันเงื่อนไขทุกอย่างได้แปรเปลี่ยนไปหมดแล้ว
สาเหตุที่นำไปสู่การดิ่งลงของราคาทองครั้งประวัติศาสตร์ จนเข้าสู่ “ภาวะตลาดหมี” ทั้งๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันดูเหมือนว่าจะเข้าสู่ภาวะการชะลอตัวอย่างหนัก และหลายประเทศก็เตรียมจะออกมาตรการอัดฉีดเพิ่มอีก ก็คือ ความหวาดหวั่นว่าบรรดาประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่กำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้อย่างหนักจะพากันเทขายทองคำสำรองออกมา เพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง เหมือนเช่นที่ไซปรัสกำลังคิดจะทำอยู่ในเร็วๆ นี้
แฮริส จอร์เกียดส์ รัฐมนตรีคลังไซปรัส เปิดเผยว่า ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ รัฐบาลไซปรัสกำลังมีแผนที่จะขายทองคำสำรองบางส่วนออกมา เพื่อระดมทุนให้ได้อีก 1.1 หมื่นล้านยูโร ตามเงื่อนไขการรับเงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านยูโร จากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
แม้การประกาศท่าทีดังกล่าวของรัฐมนตรีคลังจะยังคงต้องรอผ่านความเห็นชอบจากธนาคารกลางไซปรัสก่อน และก่อนหน้านี้ทางแบงก์ชาติไซปรัสเองก็เพิ่งปฏิเสธไปว่าไม่มีแผนขายทองคำสำรอง แต่ภาวะดังกล่าวที่เกิดขั้นก็ถือเป็นแบบอย่างและแนวทางในการแก้ปัญหาให้ประเทศอื่นๆ ที่กำลังประสบปัญหาหนี้อย่างหนัก เช่น สเปน อิตาลี ได้ทำตาม ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงผลกระทบย่อมกระเทือนต่อภาวะตลาดทองคำโลกย่อมเลวร้ายกว่าการที่ไซปรัสได้คิดจะขายทองคำออกมามาก
ฉะนั้น ภาวะที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดตื่นตระหนกและแห่เทขายทองคำจนราคาดิ่งลงอย่างรุนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ราคาทองที่ดิ่งลงอย่างหนักก็ยังเกิดมาจากความหวาดหวั่นว่าความต้องการทองคำของจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกรองจากอินเดีย จะลดปริมาณการซื้อทองคำลง เนื่องจากแนวโน้มทางเศรษฐกิจจีนที่กลับมาชะลอตัวอีกครั้ง โดยเฉพาะผลจากการขยายตัวของจีดีพีที่ทำได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาสแรกที่ 7.7% นั้นกำลังเป็นตัวบั่นทอนรายได้และเงินในกระเป๋าของประชาชนชาวจีนให้น้อยลง ดังนั้นความต้องการทองคำในตลาดแดนมังกรจึงคาดว่าจะลดน้อยลง
“โดยปกติราคาทองคำจะดีดตัวสูงขึ้นในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกย่ำแย่ แต่จากราคาทองที่ดิ่งลงอย่างหนักตอนนี้ เราได้เห็นชัดเจนแล้วว่าปัจจัยจากความเสี่ยงของไซปรัสที่จะเทขายทองและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป” จาคอบ ฟังค์กริเคการ์ด นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศปีเตอร์สัน กล่าว
สาเหตุประการถัดมาที่ทำให้ราคาทองดิ่งลงก็คือ การที่เหล่านักลงทุนและนักเก็งกำไรราคาทองชื่อดังก้องโลกต่างหันมาเทขายทองคำทิ้งกันเป็นจำนวนมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เช่น จอร์จ โซรอส ที่หันมาลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนทองคำเอสพีดีอาร์โกลทรัสต์ถึง 55% ในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา
โดยปัจจุบันกองทุนโซรอส ถือครองหุ้นในตลาดทองคำอีทีเอฟราว 6 แสนหุ้น ซึ่งลดลงมาจากเดิมที่ 1.3 ล้านหุ้น ขณะที่กองทุนพอลสันแอนด์โค ได้ลดการลงทุนในกองทุนทองคำเอสพีดีอาร์ในไตรมาส 3 ปีที่แล้วลงไปมากถึง 1 ใน 3
ทั้งนี้ แม้นักลงทุนชื่อดังกล่าวที่กล่าวมาจะเป็นเพียงผู้เล่นในตลาดรายหนึ่ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทิศทางการลงทุนของนักลงทุนชื่อก้องโลกเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบทางจิตวิทยาและความเชื่อมั่นของผู้ถือครองทองคำทั่วโลกอย่างมากมายมหาศาล
นอกจากนั้น ธนาคารโกลด์แมน แซคส์ ก็ได้ออกมาแนะนำนักลงทุนทั่วโลกให้เทขายทองเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งผลจากการแนะนำดังกล่าวทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยได้กำไรจากการที่ภายหลังจากนั้น 3 วันราคาทองได้ดิ่งลงไปกว่า 5%
ดังนั้น การที่บรรดานักเก็งกำไรและสถาบันการเงินชื่อดังพากันแห่ถอนตัว ไปจนถึงการแนะนำให้ขายทองคำ จึงทำให้บรรดานักลงทุนทั่วโลกพากันแห่เทขายตามไปด้วย ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้พิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจโลกเลยเสียด้วยซ้ำ
กรณีการแห่ลงทุนทองตามนักลงทุนชื่อดังนั้น เห็นได้จากการที่นักลงทุนจำนวนมากได้หนีการลงทุนทองในตลาดซื้อขายแบบสปอตไปสู่ตลาดล่วงหน้ากันเป็นจำนวนมาก โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้าที่ราคาทองคำจะดิ่งลงอย่างหนักเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
ข้อมูลจากคณะกรรมการการค้าในตลาดโภคภัณฑ์ล่วงหน้าเผยว่า นักเก็งกำไรหันไปถือทองคำในตลาดล่วงหน้าเพิ่มมากขึ้นถึง 19% ไปอยู่ที่ 5.6 หมื่นสัญญาในวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่วันที่ 12 เม.ย. ราคาทองดิ่งลงในวันเดียวถึง 5% ที่ 1,482 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์
ขณะที่วันที่ 15 เม.ย. ลงมาอยู่ที่ 1,348 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ส่วนราคาในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าอื่นๆ กลับลดลง 7.9% ไปเหลือที่ 4.3 แสนสัญญา ซึ่งต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ขณะที่ตลาดสินค้าเกษตรลดลงต่ำสุดในรอบ 7 ปี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ราคาทองคำโลกจะเริ่มฟื้นตัวกลับขึ้นมาเล็กน้อยที่ 1,385 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่การที่ราคาทองคำจะหวนกลับไปสู่ภาวะกระทิงนั้นอาจจะยุติลงแล้ว เนื่องจากนักวิเคราะห์ต่างเชื่อกันว่าราคาทองคำนั้นถ้าจะฟื้นตัวกลับมาจะขึ้นมาได้แค่เพียง 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์เท่านั้น
“ในภาวะตลาดหมีเช่นนี้ ผมเชื่อว่าราคาทองจะไม่ฟื้นกลับไปสูงกว่า 1,400 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพราะปัจจัยที่สนับสนุนให้ไปลงทุนในทองคำไม่ได้เอื้อเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นราคาทองคำกลับไปยืนในจุดที่ราคา 1,920 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในเดือน ก.ย. 2011 อีกแล้ว” แอนดริว เดล หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์แมควาลี กล่าวให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี
จึงกล่าวได้ว่า ทองในยุคกระทิงที่พุ่งขึ้นขานรับต่อเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนได้จบลงแล้ว เพราะในวันนี้ปัจจัยใหม่อย่างไซปรัสและจีน รวมถึงอิทธิพลของนักเก็งกำไรชื่อดังได้เข้าครอบงำตลาดทองคำโลกไปเสียแล้ว







