
ยกท่าที"สีหนุ"สะท้อนไทยทำตามคำพิพากษา
ทนายยกท่าทีสมเด็จฯสีหนุครั้งเสด็จฯพระวิหารสะท้อนไทยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาล ชี้เอ็มโอยู 43ไม่เกี่ยวเนื่องคำพิพากษา
ทนายยกท่าทีสมเด็จฯสีหนุครั้งเสด็จฯพระวิหารสะท้อนไทยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาล ชี้เอ็มโอยู 43ไม่เกี่ยวเนื่องคำพิพากษา
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ศ.อแลง แปลเล่ต์ ทนายความฝ่ายไทย ได้ขึ้นให้การทางวาจาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี2505
ศ.อแลง ให้การระบุว่า การเสด็จไปยังปราสาทพระวิหารของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงเดชานุภาพเมื่อปี 2473 ทำให้ศาลมีคำพิพากษาว่าไทยได้ยอมรับอธิปไตยเหนือดินแดนของกัมพูชาโดยปริยาย เพราะฉะนั้นศาลก็ไม่สามารถดำเนินการสองมาตรฐานได้เพราะสมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์ของกัมพูชาก็เสด็จฯไปยังปราสาทพระวิหารเช่นกัน โดยพระองค์มีท่าทีเงียบเเละนิ่งเฉยต่อมาตรการล้อมรั้วลวดหนามและป้ายติดตั้งระบุเขตแดนของรัฐบาลไทย
ศ.อแลงกล่าวอีกว่า ท่าทีของสมเด็จฯสีหนุถือว่ามีนัยยะสำคัญอย่างใหญ่หลวง เพราะตามสถานการณ์ชี้ว่าสมเด็จฯสีหนุเห็นว่าสภาพรอบปราสาทเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอย่างน่าพึงพอใจ
ขณะเดียวกันถือได้ว่าทั้ง 2 กรณียังมีน้ำหนักต่างกัน ทางฝ่ายไทยนั้นสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงเดชานุภาพเสด็จไปในฐานะผู้ได้รับการอนุญาตจากกษัตริย์สยามเท่านั้น ขณะที่สมเด็จเจ้านโรดมเดินทางเสด็จเยี่ยมในฐานะประมุขของประเทศหลังศาลมีคำพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาเเล้ว ดังนั้นคงไม่มีอะไรที่ชัดเจนไปกว่านี้ที่บ่งชี้ว่าไทยดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลโลกแล้ว
ศ.อแลง กล่าวด้วยว่า ในปี 2543 ทั้งไทยและกัมพูชาได้จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (เอ็มโอยู 43) ถือเป็นกรอบในการจัดทำหลักหลักเขตแดน โดยไม่ได้อ้างถึงคำพิพากษาในปี 2505 แต่อย่างใด การนิ่งเฉยไม่อ้างถึงไม่ได้บ่งชี้ว่า ไทยไม่ได้เคารพในคำพิพากษา แต่แสดงว่าคำพิพากษาไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับเส้นแบ่งเขตแดนในบริเวณพนมดงรัก รวมทั้งบริเวณปราสาทพระวิหาร







