
รำลึก 3 นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน
เว็บไซต์ดิโพลแมตเปิดเผยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์การหายตัวไปของ สมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ในปี 2547 รวมถึงนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนเอเชียอาคเนย์คนอื่นๆ ที่หายตัวไป
เว็บไซต์ดิโพลแมตเปิดเผยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์การหายตัวไปของ สมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ในปี 2547 รวมถึงนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนเอเชียอาคเนย์คนอื่นๆ ที่หายตัวไป
ในช่วงก่อนหน้าที่หายตัวไปอย่างลึกลับ สมชาย กำลังทำคดีความเกี่ยวกับพนักงานตำรวจที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงในการทรมานผู้ต้องสงสัยในภาคใต้ประเทศไทย ในขณะที่มีความขัดแย้งกันระหว่างกองกำลังรัฐบาลและกลุ่มติดอาวุธแบ่งแยกดินแดนอยู่
นอกจากคดีในประเทศไทย ผู้เขียนก็กล่าวถึง โจนัส ลูกชายของนักต่อสู้ด้านสิทธิของสื่อในฟิลิปปินส์ที่คาดการณ์ว่าถูกลักพาตัวไปโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ สมบัติ ผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ในประเทศลาวที่ได้รางวัล รามอน แม็กไซไซ จากการตั้งศูนย์พัฒนาและฝึกฝนการมีส่วนร่วมทางการเมือง ก็ถูกลักพาตัวไปโดยเจ้าหน้าที่รัฐเช่นกัน โดยกรณีนี้กล้องซีซีทีวีสามารถจับภาพ สมบัติ ที่กำลังถูกลักพาตัวไปได้
ผู้เขียนระบุว่า กรณีการหายตัวไปของนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนทั้งสามคนนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลในการให้ความคุ้มครองในประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกป้องนักเคลื่อนไหวที่วิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองหรือกลุ่มผู้มีอำนาจ
นอกจากนี้ ทั้งสามคดียังเป็นการใช้การลักพาตัวในฐานะเครื่องมือของรัฐในการจัดการกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลอีกด้วย แม้ว่ารัฐบาลทั้งสามจะยอมรับหลักการปฏิญญาสิทธิมนุษยชนสากลก็ตาม
อังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของ สมชาย ได้แสดงความผิดหวังต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ยังไร้ความคืบหน้าต่อการสอบสวนคดีตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนภรรยาของ สมบัติ ที่ได้กล่าวว่า สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) นั้นไม่ได้มีประสิทธิภาพในการผลักดันและบังคับใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนอย่างที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพพอ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในเอเชียอาคเนย์ก็ได้จัดทำการรณรงค์อย่างต่อเนื่องเพื่อตามหา สมชาย โจนัส และ สมบัติ โดยแคมเปญเหล่านี้มีส่วนช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในประเด็นกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในทางการเมืองอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีก
ในขณะเดียวกัน เว็บไซต์เพ็นเอเนอร์จี ก็เปิดเผยรายงานว่า ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) อนุมัติให้เงินกู้จำนวน 85 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,500 ล้านบาท) แก่ โซลาโค บริษัทผู้ผลิตพลังงานเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใน จ.นครปฐม และสุพรรณบุรี 3 แห่ง
นอกจากนี้ มีรายงานว่าจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลงกว่า 6.6 หมื่นเมตริกตันทุกๆ ปี หากโรงงานเหล่านี้ได้รับการสร้างขึ้นแล้วเสร็จ







