posttoday
หมัดน็อค ยก IBRU สยบแผนที่กัมพูชา

หมัดน็อค ยก IBRU สยบแผนที่กัมพูชา

17 เมษายน 2556

ปล่อยให้ ฮอร์นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ นำทีมทนายความกัมพูชาให้การถล่มไทยไปแล้วยกแรก

โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช

ปล่อยให้ ฮอร์นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ นำทีมทนายความกัมพูชาให้การถล่มไทยไปแล้วยกแรก วันนี้เวลา 15.00-18.00 น. และ 20.00-21.30 น. ตามเวลากรุงเทพฯ ถึงคิวฝั่งไทยต้องแถลงคดีด้วยวาจาตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม

แม้ถ้อยแถลงตลอด 4 ชม.ครึ่งของกัมพูชาจะมีฟีดแบ็กว่าล้วนเป็นข้อมูลเก่า ไม่เหนือความคาดหมาย แต่ใช่ว่าจะไม่ส่งแรงสะเทือนใดต่อไทย เพราะถือว่าทีมทนายความได้ย้อนปูมหลังที่มาอย่างเป็นระบบพร้อมให้การเน้นย้ำใน 4 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.ทางกัมพูชาโต้แย้งคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรของฝ่ายไทย โดยยืนยันว่าการยื่นร้องครั้งนี้เป็นการขอตีความไม่ใช่เป็นการอุทธรณ์ซ่อนตีความหรือเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในปี 2505

2.กัมพูชาเน้นย้ำต่อศาลว่า แผนที่ภาคผนวก 1 หรือแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 เป็นส่วนของเหตุผลสำคัญไม่สามารถแยกออกจากคำพิพากษาเดิมได้ 3.คำพิพากษาของศาลในปี 2505 ที่มีแผนที่ภาคผนวก 1 แนบท้าย ถือว่าศาลได้ยอมรับว่าเส้นบนแผนที่ดังกล่าวเป็นเส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชาและไทย และ 4.การล้อมรั้วลวดหนามตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทยในเดือน ก.ค. ปี 2505 หลังศาลตัดสินให้ตัวปราสาทตกเป็นของกัมพูชาเป็นการตีความคำพิพากษาตามความเข้าใจของไทยเพียงฝ่ายเดียว

รั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยวาดหวังให้เป็นเกราะป้องกันอธิปไตยในการต่อสู้คดีครั้งนี้ยังถูกหักล้างจากกัมพูชา โดยทนายร็อดแมน บุนดี ให้การว่าสมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ ได้ทักท้วงการล้อมรั้วลวดหนามของไทย โดยส่งหนังสือร้องเรียนไปยังเลขาธิการและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ไม่ได้นิ่งเฉยตามที่ไทยกล่าวอ้าง

หลากข้อโต้แย้งของกัมพูชายังคงโฟกัสที่อาวุธเดิม คือ ต้องการยึดแผนที่ 1:200,000 ไว้อย่างเหนียวแน่น เพราะเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าแผนที่ดังกล่าวศาลได้อ้างในคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ดังนั้นศาลควรตีความย้ำในคำพิพากษาเดิมให้ยึดแผนที่นี้อันจะมีผลให้พื้นที่ 4.6 ตร.กม. ตกเป็นของกัมพูชา

การให้การของกัมพูชายังพยายามโน้มน้าวให้ศาลเชื่อว่าหากไม่ตีความย้ำในคำพิพากษาเดิมเพื่อให้เกิดความชัดเจนในความเป็นเจ้าของอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าวแล้วอาจก่อให้เกิด “ข้อขัดแย้ง”ตามมาระหว่าง 2 ชาติ โดยหวังให้ศาลยึดหลักพิพากษาให้เกิดความสงบจบศึกครั้งนี้

ขณะเดียวกันฝั่งไทยตุนข้อมูลเตรียมหักล้างปมของกัมพูชาหลายประเด็น โดยประเด็นแรก ไทยยังคงย้ำว่ากัมพูชาไม่สามารถให้ศาลพิพากษาในคดีเดิมที่ศาลมีคำพิพากษาอำนาจอธิปไตยเหนือตัวปราสาทแล้วเมื่อปี 2505 และกัมพูชายังเคยขอให้ศาลตัดสินเพิ่มว่า “...ขอให้เส้นเขตแดนเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 และให้ถือว่าแผนที่ดังกล่าวเป็นสนธิสัญญาหรือไม่” แต่ศาลไม่วินิจฉัยเพราะเป็นประเด็นที่นอกเหนือไปจากคำขอเดิม จึงถือว่าคำร้องของกัมพูชากำลังขอให้ศาลตัดสินในประเด็นที่ศาลได้ปฏิเสธอย่างชัดแจ้งแล้ว

อีกปมสำคัญคือ ไทยต้องการหักล้างด้วย “ท่าทีนิ่งเฉย” ของกัมพูชาจากการที่รัฐบาลไทยเคยออกมติ ครม.ให้ก่อสร้างรั้วลวดหนามพร้อมป้ายที่แสดงขอบเขต “บริเวณใกล้เคียงปราสาท” รวมถึงการจัดทำเอ็มโอยูไทยกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกปี 2543 โดยไม่ได้อ้างถึงคำพิพากษาปี 2505

ถือเป็นการตอกย้ำท่าทีของกัมพูชาที่ยอมรับตลอดมาว่าไทยปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลก โดยไทยเตรียมขยายผลว่าต่อมากัมพูชากลับลำเปลี่ยนท่าที และยื่นฟ้องเพียงเพราะหวังประโยชน์จากการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเท่านั้น เพราะที่ผ่านมานิ่งเฉยมาถึง 50 ปี

ส่วนประเด็นเจ้าสีหนุมีท่าที “ทักท้วง” ตามที่ทนายกัมพูชาให้การหรือไม่นั้น ทางฝั่งไทยเตรียมหลักฐานหักล้างเมื่อครั้งเจ้าสีหนุเสด็จยังปราสาทวันที่ 5 ม.ค. 2506

ครั้งนั้นทางการไทยได้อธิบายให้คณะผู้แทนของเจ้าสีหนุเข้าใจว่านายทหารหรือตำรวจไทยจะไม่ทำสิ่งใดที่เป็นการแทรกแซงการเสด็จเยือน ตราบเท่าที่เจ้าสีหนุและสมาชิกคณะทูตของพระองค์อยู่ในบริเวณที่ทางการไทยพิจารณาว่าเป็นดินแดนกัมพูชาอย่างเคร่งครัด จุดนี้สะท้อนว่าเจ้าสีหนุยอมรับการล้อมรั้วของรัฐบาลไทย

อีกทั้งยังปรากฏบทสนทนาด้วยว่า “...เมื่อพระองค์ (เจ้าสีหนุ) กล่าวถึงการก่อสร้างเขตรั้วลวดหนามของประเทศไทย พระองค์อธิบายสิ่งนี้ว่าเป็นการรุกล้ำของประเทศไทยเข้ามาหลายเมตรในดินแดนกัมพูชาซึ่งศาลโลกตัดสินให้”

“พระองค์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามพระองค์จะไม่ทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นเนื่องจากระยะทางไม่กี่เมตรนี้ไม่มีความสำคัญ”

สำหรับแผนที่ร้อน 1:200,000 ที่กัมพูชาหวังให้ศาลตีความย้ำเพื่อมีผลต่อความเป็นเจ้าของพื้นที่ 4.6 ตร.กม. โดยยังอ้างว่า “ข้อขัดแย้ง” 2 ชาติจะยุติหากศาลวินิจฉัยชี้ชัดนั้น ทางไทยจะเดินหน้าหักล้างว่ายิ่งวินิจฉัยซ้ำจะยิ่งเพิ่มความขัดแย้ง และยิ่งเป็นเหตุผลที่ศาลไม่ควรรับพิจารณาประเด็นนี้ โดยยกรายงานของหน่วยวิจัยเขตแดนระหว่างประเทศ (ไอบีอาร์ยู) ที่ระบุว่า แผนที่ 1:200,000 ที่กัมพูชาจับไว้ไม่หลุดมือนั้นแท้จริงแล้วมีความผิดพลาดสูง

ทั้งนี้ เป็นเพราะการถ่ายทอดเส้นบนแผนที่ 1:200,000 ลงในแผนที่สมัยใหม่หรือลงในภูมิประเทศจริงจะเกิดความผิดพลาด ไม่สามารถเชื่อถือได้ เนื่องจากเทคนิคในการถ่ายทอดมีหลายวิธีการ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีเหตุผลที่สนับสนุนว่าวิธีการถ่ายทอดวิธีใดเหมาะสมกว่าวิธีอื่น ซึ่งความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากการใช้วิธีการต่างๆ กันอาจเป็นผลให้เกิดความแตกต่างในพื้นที่กว้างหลายกิโลเมตร

ทั้งนี้ แผนที่ของกัมพูชามีปัญหา อาทิ เส้นในแผนที่เบี่ยงเบนไปอย่างสำคัญจากสันปันน้ำ ไม่มีวิธีที่ชัดเจนที่จะเชื่อมต่อเส้นของแผนที่กับอีกเส้นในแผนที่ซึ่งเข้ามาในส่วนนี้จากทิศตะวันตก ยังมีแผนที่ดังกล่าวฉบับหลังๆ ซึ่งมีข้อผิดพลาดจากการจัดแม่พิมพ์ทำให้ตำแหน่งของเส้นชั้นความสูงผิดไปอย่างมาก

“ด้วยคุณภาพที่ต่ำของแผนที่ภาคผนวก 1 (1:200,000) และข้อผิดพลาดหลายประการในแผนที่ดังกล่าว ทำให้วิธีคณิตศาสตร์ในการถ่ายทอดเส้นเขตแดนมายังโลกจริงจะถูกลดความถูกต้องลงโดยการมีอยู่ของข้อผิดพลาดจำนวนหนึ่ง” ทีมไอบีอาร์ยูอธิบาย

ทั้งนี้ ไอบีอาร์ยูค้นพบแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากแผนที่ภาคผนวก 1 ที่กัมพูชายื่นต่อศาล ดังนั้นศาลไม่ควรตัดสินว่าให้เส้นเขตแดนหรือเส้นบริเวณใกล้เคียงเป็นไปตามแผนที่ภาคผนวก 1

...หากศาลจะตัดสินให้ใช้แผนที่ภาคผนวก 1 แทนที่จะเป็นการแก้ไขปัญหากลับจะสร้างข้อพิพาทใหม่ให้คู่กรณีแทน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท