posttoday
จับตาไทย-กัมพูชา จับตาศาลโลก(2)

จับตาไทย-กัมพูชา จับตาศาลโลก(2)

16 เมษายน 2556

ถาม : ศาลจะรับตีความตามที่ “กัมพูชา” ร้องขอได้หรือไม่

ถาม : ศาลจะรับตีความตามที่ “กัมพูชา” ร้องขอได้หรือไม่

ตอบ : ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งทั้งสองฝ่ายที่จะแถลงในขั้นสุดท้ายต่อศาลในเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งมีประเด็นที่ควรสังเกตเบื้องต้น ดังนี้

(1) ศาลจะมีอำนาจตีความคำพิพากษา เฉพาะกรณีที่เข้าหลักเกณฑ์สองประการ คือ

ประการแรก คำขอตีความของกัมพูชานั้นต้องมุ่งหมายให้ผลผูกพันตามคำพิพากษาเดิมมีความหมายและขอบเขตที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งผลผูกพันย่อมหมายถึงข้อความที่ศาลตัดสินไว้ในบทปฏิบัติการหรือส่วนอื่นที่แยกไม่ออกจากบทปฏิบัติการ

(ดังนั้น หากกัมพูชาพยายามขอตีความเพื่อขยายประเด็นให้ไกลเกินไปกว่าผลผูกพันตามคำพิพากษาเดิม เช่น ขยายเรื่องพื้นที่ตัวปราสาทให้กลายเป็นเรื่องเขตแดน ศาลก็อาจไม่รับตีความ)

ประการที่สอง ไทยและกัมพูชาต้องมีความขัดแย้งเกี่ยวกับความหมายและขอบเขตของผลผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าว

(ดังนั้น หากศาลเห็นว่ากัมพูชาแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจผลผูกพันตามคำพิพากษาทั้งที่ไทยและกัมพูชามีความเข้าใจตรงกันในเรื่องการถอนทหารที่ปฏิบัติเสร็จสิ้นไปตามแนวลวดหนามตั้งแต่ พ.ศ. 2505 จนเวลาล่วงเลยมากว่า 40 ปีแล้ว อีกทั้งกัมพูชาก็ได้ร่วมตกลงจะสำรวจและจัดทำหลักเขตร่วมกับไทยผ่านกลไกทวิภาคี เช่น JBC แล้ว ศาลก็อาจไม่รับตีความ)

(2) ศาลโลกมีท่าทีในการสรุปประเด็นไม่ตรงกับกัมพูชา

มีประเด็นน่าสังเกตในเบื้องต้นว่า หลังจากที่กัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลโลกไปแล้วศาลก็มีคำสั่งมาตรการชั่วคราวในปีเดียวกัน ซึ่งในย่อหน้าที่ 31 ของคำสั่งดังกล่าว ศาลได้กล่าวว่ามีประเด็นที่ศาล “อาจจะ” ตีความ 3 ประเด็น ซึ่งสรุปได้ว่า

1.ถ้อยคำในบทปฏิบัติการของคำพิพากษา พ.ศ. 2505 ส่วนที่ว่าไทยต้องถอนกำลังจาก “บริเวณใกล้เคียงตัวปราสาทฯ” (Vicinity) นั้นมีความหมายและขอบเขตอย่างไร

2.ไทยได้ปฏิบัติการถอนกำลังจนเสร็จสิ้นไปคราวเดียวตั้งแต่ พ.ศ. 2505 แล้วได้หรือไม่

3.คำพิพากษา พ.ศ. 2505 ได้มีผลผูกพันในการรับรองเส้นตามแผนที่ภาคผนวก 1 ให้เป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาหรือไม่

ข้อสังเกต : เห็นได้ว่าศาลโลกมีท่าทีเรียงประเด็นแตกต่างจากคำร้องของกัมพูชา กล่าวคือ กัมพูชาพยายามยกเรื่องเขตแดนและแผนที่ ขึ้นตั้งเพื่อโยงไปสู่ตัวบทปฏิบัติการของคำพิพากษาในขณะที่ศาลโลกมีท่าทีที่ยึดถือ “บทปฏิบัติการ” ของคำพิพากษาเดิมเป็นที่ตั้ง แล้วจึงพิจารณาว่านำไปสู่เรื่องเขตแดนและแผนที่หรือไม่ ซึ่งอาจมองได้ว่าศาลได้ระมัดระวังไม่ให้มีการขยายประเด็นการตีความคำว่า “พื้นที่ใกล้เคียง” หรือ “Vicinity” เพื่อขยายผลไปยังเรื่องเขตแดนและแผนที่ในที่สุด นอกจากนี้ แม้หากสุดท้ายศาลจะรับตีความศาลก็อาจจะตีความเฉพาะประเด็น “บริเวณใกล้เคียงตัวปราสาทฯ” (Vicinity) และประเด็นหน้าที่การถอนทหาร โดยไม่ก้าวล่วงไปตีความในประเด็นเขตแดนและแผนที่ก็เป็นได้

(3) ความหมายของ “พื้นที่ใกล้เคียง” หรือ “Vicinity”

ปัญหาสำคัญก็คือ หากศาลรับตีความคำว่า “พื้นที่ใกล้เคียง” หรือ “Vicinity” (หรือ “Environs” ในภาษาฝรั่งเศส) ที่ศาลใช้ในบทปฏิบัติการของคำพิพากษาเดิมนั้นจะตีความอย่างไร เนื่องจากคำดังกล่าวมีความหมายไม่เจาะจง

ในประเด็นนี้ หากพิจารณาจากการสู้คดีที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จะเห็นได้ว่ากัมพูชาได้ใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกัน เริ่มจากคำฟ้องฉบับแรกที่กัมพูชาขอให้ศาลตัดสินให้ไทยถอนกำลังออกจาก “Ruines” ซึ่งหมายถึง “ซาก” ของตัวปราสาท แต่ในช่วงท้ายของการสู้คดี กัมพูชาได้เพิ่มถ้อยคำให้กลายเป็นคำว่า “Voisine” หรือ “Vicinity” ที่มีความหมายถึงบริเวณที่ไม่ชัดเจนว่ากว้างแคบเพียงใด

อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่าศาลโลกเองได้ใช้ข้อความในช่วงต้นของคำพิพากษา พ.ศ. 2505 ที่กล่าวถึง “ประเด็นแห่งคดี” ว่า เกี่ยวข้องกับตัวปราสาทและ “Precincts” ซึ่งอาจแปลได้ว่า “ขอบเขตตัวปราสาท” อันย่อมมีความหมายจับต้องได้ชัดเจนใกล้เคียงกับคำว่า “Ruines” หรือ “ซาก” ของตัวปราสาท และยิ่งน่าสนใจว่า คำพิพากษาฉบับภาษาฝรั่งเศสก็ได้ใช้คำว่า “Environs” มาแปลทั้งคำว่า “Precincts” ในช่วงต้นของคำพิพากษา และคำว่า “Vicinity” ในบทปฏิบัติการเหมือนกัน

นอกจากนี้ ในย่อหน้าที่ 39 ของคำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลโลกนั้นศาลก็ได้กล่าวสรุปประเด็นการขอตีความของกัมพูชา โดยสื่อให้เห็นว่าศาลอาจนำความหมายของคำว่า “พื้นที่ใกล้เคียง” หรือ “Vicinity” (หรือ “Environs” ในภาษาฝรั่งเศส) กับคำว่า “ขอบเขตตัวปราสาท” หรือ “Precincts” (หรือที่กัมพูชาเสนอคำใหม่อีกครั้งว่า Enceinte ในภาษาฝรั่งเศส) ว่า คำเหล่านี้มีความเหมือนหรือต่างกันหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ศาลกลับไปยึดถือคำว่า “Precincts” ที่เคยปรากฏอยู่ในช่วงต้นของคำพิพากษาเดิม มาใช้ตีความความหมายของคำว่า “พื้นที่ใกล้เคียง” หรือ “Vicinity” ในบทปฏิบัติการ โดยไม่ต้องยึดตามเส้นหรือแนวใดก็เป็นได้

(4) ที่ผ่านมา ศาลโลกเคยรับตีความคำพิพากษาเพียงครั้งเดียว

ศาลโลก (ICJ) เคยพิจารณาคำร้องขอตีความทั้งสิ้น 4 คดี โดยศาลปฏิเสธไม่รับตีความไป 3 คดี ส่วนคดีเดียวที่ศาลเคยรับตีความ (คดี Tunisia v. Libya) มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลเข้าไปกำหนดรายละเอียดทางภูมิศาสตร์สำหรับการเจรจาเขตแดนของคู่ความศาล จึงจำเป็นต้องตีความข้อความทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น ต่างจากกรณีคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลมิได้กำหนดรายละเอียดในการเจรจาเขตแดน แต่ศาลทำหน้าที่ตัดสินประเด็นที่เจาะจงในเรื่องตัวปราสาท ซึ่งศาลอาจไม่เห็นความจำเป็นในการตีความ เพื่ออธิบายเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ทุกกรณีที่มีการขอตีความนั้นล้วนเกิดขึ้นทันที หลังจากเกิดข้อขัดข้องเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาภายในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 4 ปี จากวันที่ศาลมีคำพิพากษาต่างจากกรณีคดีปราสาทพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาใช้เวลากว่า 40 ปี ก่อนจะมาขอตีความ ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก และอาจทำให้ศาลเคลือบแคลงได้ว่ากัมพูชามีเจตนาบริสุทธิ์ในการขอตีความอย่างแท้จริงหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท