
คนชายแดนปักหลังที่มั่น...แต่พร้อมอพยพหนีสงคราม
ขณะที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก อยู่ระหว่างพิจารณาคดีกรณีกัมพูชาและไทยขอยื่นตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 ระหว่างวันที่ 15-19 เม.ย.นี้ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ท่ามกลางความสนใจของประชาชนชาวไทยและกัมพูชาทั้งประเทศ
ขณะที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก อยู่ระหว่างพิจารณาคดีกรณีกัมพูชาและไทยขอยื่นตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 ระหว่างวันที่ 15-19 เม.ย.นี้ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ท่ามกลางความสนใจของประชาชนชาวไทยและกัมพูชาทั้งประเทศ
แต่อีกฟากหนึ่งของชายแดนทั้งสองประเทศนั้น สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ตั้งแต่บริเวณเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ไปถึงบริเวณปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือนธม ต.บักได อ.พนมดงรัก และด่านค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ชาวบ้านยังคงดำเนินชีวิตไปมาหาสู่ตามปกติ ไม่เกิดความตึงเครียด การค้าขายบริเวณชายแดนยังคงคึกคักเหมือนเดิม
ทั้งนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนทั้งสองประเทศต่างก็มั่นใจว่าการพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารจะไม่เป็นชนวนก่อให้เกิดสงครามเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมั่นใจความสัมพันธ์ที่แนบแน่นใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา ว่าจะไม่เกิดเหตุเลวร้ายขึ้น ท้ายสุดน่าจะหาทางออกอย่างสันติร่วมกันได้ แต่เพื่อความไม่ประมาท ต่างก็เตรียมพร้อมอยู่ที่ตั้งหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองจริงๆ ตามที่หลายฝ่ายกังวล ก็เตรียมพร้อมที่จะอพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยภายใน 24 ชั่วโมง
สัมฤทธิ์ แสนประดับ แกนนำชาวบ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บอกว่า ชาวบ้านยังคงปักหลักอยู่กับบ้านดำเนินชีวิตตามปกติ แต่ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ช่วงนี้ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาได้ แต่ถ้าเป็นอุบัติเหตุการเมือง ปืนลั่นสนั่นหวั่นไหวบนเขาพระวิหารจริงๆ ชาวบ้านก็พร้อมที่จะพากันอพยพไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยทันที
“แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุด กังวลมากๆ คือ ช่วงปลายปีนี้มากกว่า เพราะศาลโลกจะพิจารณาตัดสินว่าประเทศไหนจะได้ครอบครองพื้นที่ข้อพิพาทบนเขาพระวิหาร ดังนั้นโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายเกิดการปะทะย่อมมีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะต่างฝ่ายก็ไม่ยอมเสียดินแดนแน่ ก็ภาวนาอย่าได้เกิดเหตุการปะทะกันขึ้นอีกเลย คนที่เดือดร้อนหนักคือชาวชายแดน เพราะต้องลี้ภัยสงครามไปอยู่ที่อื่น ไม่อยากทิ้งที่อยู่อาศัย” สัมฤทธิ์ ระบายความอัดอั้นภายในใจ
เช่นเดียวกับ วิทยา มะโนชาติ ซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกับสัมฤทธิ์ ก็บอกความในใจว่า ไม่อยากให้เกิดสงครามชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาเหมือนเมื่อปี 2554 เพราะความเดือดร้อนตกอยู่กับชาวบ้าน ต้องทิ้งถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น ดังนั้นอยากให้เรื่องทั้งหมดจบลงด้วยสันติวิธี แต่ช่วงนี้เพื่อความไม่ประมาท เพื่อนบ้านทุกคนก็เตรียมพร้อมที่จะอพยพหนีภัยสงครามตลอดเวลาหากเกิดการสู้รบกันขึ้นมา
“พวกเราอยากให้กรณีปราสาทพระวิหารจบลงด้วยดี ชาวไทยและกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนจะได้นอนตาหลับเสียที ไม่ต้องอยู่ด้วยความหวาดผวา ทำมาหาเงินก็ไม่มีความสุข ไม่อยากให้ทั้งสองฝ่ายต้องเสียเลือดเนื้อกันเหมือนในอดีต” วิทยา อ้อนวอนรัฐบาลทั้งสองประเทศหาทางออกด้วยสันติวิธี
ไม่แตกต่างกับ บท โบง ชาว จ.ปันเตียมันเจย กัมพูชา เปิดร้านค้าขายบริเวณด่านชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อยากเห็นทั้งคนไทยกับกัมพูชาอยู่กันอย่างสงบสันติสุข อยู่แบบบ้านพี่เมืองน้อง ไม่อยากให้เกิดสงคราม เพราะต้องเดือดร้อนอพยพหนีไปอยู่ต่างถิ่นเหมือนอดีตที่ผ่านมา สำหรับชาวกัมพูชานั้นส่วนใหญ่ภาพสงครามยังติดตามหลอกหลอนอยู่ในใจตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกในยุคนี้
การดำเนินชีวิตของชาวเขมรที่อาศัยอยู่ตามบริเวณชายแดนก็ยังปกติเช่นเดียวกับชาวไทย แต่รู้สึกหวั่นไหววิตกกังวลไม่แพ้กัน เพราะยังไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น หากเกิดการสู้รบกันขึ้นก็เตรียมพร้อมอพยพออกนอกพื้นที่เช่นเดียวกัน แต่ก็หวังว่าคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น







