
ฮอร์นัมฮง ชักแม่น้ำทั้ง 5 ประมาไทยรุกราน
ฮอร์นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะกัมพูชา ให้การด้วยวาจาต่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ในการพิจารณาตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505
ฮอร์นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะกัมพูชา ให้การด้วยวาจาต่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ในการพิจารณาตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505
ฮอร์นัมฮง ชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นความร้ายแรงต่อประเทศกัมพูชา ดังนั้นจำเป็นต้องยื่นเรื่องนี้ให้ศาลโลกพิจารณา เพื่อตัดสินให้เกิดสันติภาพในภูมิภาค ทั้งนี้ เหตุผลว่าทำไมจึงต้องยกคดีนี้ขึ้นมาอีก แม้เรื่องดังกล่าวจะมีเวลานานถึง 50 ปี หรือตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 1962
ทั้งนี้ เพื่อการตีความที่ถูกต้อง ตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยชุดที่ผ่านมามีการรุกรานบริเวณชายแดนตัวปราสาทพระวิหาร ขณะที่กัมพูชาได้นำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และหากไม่มีการรุกราน กัมพูชาก็จะมีอธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ ต่อมามีการใช้อาวุธใกล้บริเวณปราสาท ซึ่งมีข้อมูลชัดเจนจากสิ่งตีพิมพ์ ถึงการโจมตีกัมพูชาจนสร้างความเสียหายให้กับสถานที่ใกล้เคียงและตัวปราสาทรวมถึงมีผู้เสียชีวิต
ต่อมากัมพูชาได้นำเรื่องดังกล่าวยื่นศาลโลก และศาลมีมาตรการชั่วคราวให้ไทยถอนกำลังทหารออกนอกพื้นที่ แต่ไทยกลับทำเหมือนไม่มีข้อพิพาท อย่างไรก็ดี เมื่อศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว กัมพูชาได้พยายามทางการทูต และนำเรื่องกลับมาสู่ศาล แม้จริงอยู่ไทยไม่รับคดีใหม่ แต่มีปัญหาเรื่องการตีความตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ไทยพยายามลดความหมายและขอบเขตของคำพิพากษา กัมพูชาจำเป็นต้องยื่นให้ศาลตีความเพื่อความชัดเจน
“ผมขอประณาม เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ศาลให้มีมาตรการชั่วคราว แต่ไทยกลับไม่ถอนทหาร และพยายามหาช่องโหว่ที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลโลก ทำให้ผู้สังเกตการณ์จากอินโดนีเซียไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ ซึ่งกัมพูชารู้สึกเสียใจ เพราะไม่เป็นไปตามคำพิพากษา และถือเป็นการดูหมิ่นและไม่เคารพกฎหมาย” ฮอร์นัมฮง กล่าว
การที่มีประชาชนกัมพูชาอยู่ในพื้นที่ แต่ไทยกลับอ้างเรื่องเอ็มโอยู 43 ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหลักเขตแดนเท่านั้น ทั้งที่เขตแดนเป็นไปตามแผนที่ภาคผนวก อีกทั้งไทยยังให้การวกวน สับสน พูดถึงแต่เรื่องแผนที่ 1 : 200,000 และพื้นที่ที่ทางไทยยกมาโต้แย้ง ความจริงไทยไม่รู้ว่าจะทำยังไง จะแก้ไขความขัดแย้งในตัวเอง จึงพยายามทำให้การปฏิบัติตามคำพิพากษาล่าช้า จึงต้องให้มีการตีความ
อย่างไรก็ตาม ไทยพยายามทำให้ศาลโลกมีความไม่แน่ใจในความหมาย เพราะกัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาทตามระบุในแผนที่ดังกล่าว และทำให้ไทยมีพันธกรณีต้องนำทหารออกไป ดังนั้นกัมพูชาต้องการให้ศาลพิจารณาแค่วงรอบ แต่เรื่องนี้เป็นสัญลักษณ์ความสงบอยู่ร่วมกันของไทยและกัมพูชา และเชื่อว่าศาลในฐานะองค์กรหลักของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีบทบาทในเรื่องสันติภาพ หากไม่ตีความ อาจทำให้กัมพูชาไม่สามารถอยู่ร่วมกับไทยได้โดยสันติต่อไป







