
บาทแข็งถล่มส่งออกไตรมาส2
ค่าเงินบาทแข็งค่าหลุด 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงก่อนวันหยุดสงกรานต์ เป็นสัญญาณร้ายซ้ำเติมการส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยมากขึ้น
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ค่าเงินบาทแข็งค่าหลุด 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงก่อนวันหยุดสงกรานต์ เป็นสัญญาณร้ายซ้ำเติมการส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยมากขึ้น
โดยฤทธิ์ค่าเงินบาทแข็งจะส่งผลกระทบการส่งออกของไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ทันที
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ค่าเงินบาทที่แข็งค่าหลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และแข็งค่าขึ้นมาต่อเนื่องจนเหลือ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมาก็ส่งผลกระทบการส่งออกของไทยในเดือน ก.พ. 2556 ที่ผ่านมา ทรุดติดลบถึง 5.83% มีมูลค่า 1.79 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่เดือน ม.ค. 2556 ขยายตัวได้สดใส 16.09% มีมูลค่าส่งออก 1.82 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
การส่งออกเดือน ก.พ. 2556 ถือเป็นการติดลบในรอบ 6 เดือนอีกด้วย จากหลายปัจจัยรุมเร้า ทั้งเศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอ และที่ปฏิเสธไม่ได้มาจากพิษค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ออกมายอมรับว่า ค่าเงินบาทแข็งจะยังส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทยต่อเนื่องทั้งในเดือน มี.ค. 2556 และลากยาวมาถึงไตรมาส 2 ของปี 2556 ที่ค่าเงินบาทแข็งจะกระทบกับการส่งออกของไทยเต็มตัว
การออกมายอมรับของกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าการส่งออกของไทยในไตรมาส 2 นี้ อาการโคม่าอย่างแน่นอน เชื่อว่าจะติดลบทุกเดือนตั้งแต่ เม.ย. ไปจนถึง มิ.ย. 2556
สาเหตุสำคัญ นอกจากค่าเงินบาทแข็ง ยังมีปัจจัยลบอื่นๆ ที่ร้อนแรงร้อนระอุ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลสงครามเกาหลี หรือปัญหาการเมืองภายในประเทศ ที่มีทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นชนวนความขัดแย้งทำให้การเมืองไทยเดินเข้ามุมอับ มีการประท้วงและความรุนแรงอีกครั้ง
สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะหลุด 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการประเมินกันว่าค่าเงินบาทยังแข็งอีก เนื่องจากการอัดฉีดสภาพคล่องในสหรัฐและญี่ปุ่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ซึ่งจะทำให้มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ดูแลค่าเงินบาท จะไม่ยอมใช้มาตรการแรงดูแลค่าเงินบาทอย่างแน่นอน จะเป็นการดูแลให้มีการผันผวนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และให้เป็นไปตามกลไกตลาดเป็นสำคัญ ส่งผลให้ค่าเงินบาทยังอยู่ในทิศทางทรงตัวและแข็งค่าเพิ่มขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ การส่งออกของไทยก็จะได้รับผลกระทบมากขึ้นอย่างหนีไม่พ้น เพราะรายได้หรือกำไรที่คิดเป็นค่าเงินบาทจะได้น้อยลงไปทุกขณะเช่นกัน
กระทรวงพาณิชย์เองก็รู้เต็มอกว่า ค่าเงินบาทแข็งจะพ่นพิษทำให้การส่งออกของไทยทรุดไปไม่ถึงฝั่ง โดยที่ผ่านมาได้เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอลดเป้าการส่งออกที่ตั้งเป้าไว้ 89% ลดลง เพราะประเมินว่าจะทำได้ไม่ถึง เนื่องจากมีปัจจัยลบที่คาดไม่ถึงคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ตาม ครม.เบรกการลดเป้าการส่งออก โดยขอให้กระทรวงพาณิชย์ไปหาทางแก้ปัญหาทางอื่น ทั้งการขยายตลาดให้มากขึ้น เพื่อเป็นการเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนเหมือนปี 2555 ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าการส่งออกไว้ 15% แต่สุดท้ายทำได้แค่ 4% เท่านั้น
การคงเป้าการส่งออกถือเป็นดาบสองคมของเศรษฐกิจ มองในแง่ดีรัฐบาลจะมีมาตรการเสริมเข้ามาทำให้การส่งออกไปถึงเป้า แต่มองในแง่ลบการตั้งเป้าไว้สูงเกินจริง จะทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคส่วนอื่นมีการเดินหน้าปรับเป้าการส่งออกไปเป็นที่เรียบร้อยหลายแห่ง เพราะผ่านปี 2556 มาได้ไม่กี่เดือนก็เริ่มเห็นภาพชัดว่าการตั้งเป้าการส่งออกสูงเกินจริง ไม่สอดคล้องกับปัจจัยบวกที่ลดลง แต่ปัจจัยลบที่มีผลกระทบกับการส่งออกเพิ่มขึ้น
ธปท.ปรับเป้ามูลค่าการส่งออกของไทยปี 2556 เหลือ 7.2% จากเดิมที่ประมาณการไว้ 9% ส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่ส่วนที่สำคัญที่มากกว่าคือเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ ทำให้การสั่งซื้อสินค้าจากไทยชะลอตัวลงอย่างมาก
ด้านกระทรวงการคลัง ปรับเป้าการส่งออกปี 2556 จากเดิม 10.5% ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 30.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เหลือ 9% ภายใต้สมมติฐานค่าเงินบาทที่ 29.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากได้รับผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่า
กระทรวงการคลังยังระบุไว้ในแถลงการณ์ปรับประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดที่ผ่านมาว่า จะติดตามปัจจัยเสี่ยงการส่งออกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความผันผวนของค่าเงินบาท เพราะมีความกังวลว่าเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง
โดยที่ผ่านมา กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้พยายามออกมากดดัน ธปท.ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อสกัดค่าเงินบาทแข็ง แต่ ธปท.ก็ยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 2.75% เท่าเดิม เพราะเป็นห่วงเงินเฟ้อและวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่มาจากนโยบายเร่งใช้จ่ายของรัฐบาล
เมื่อ ธปท.เมินลดดอกเบี้ย การดันเป้าการส่งออกของไทยให้ถึงเป้า 89% ที่ตั้งไว้จึงหมดหวัง เพราะจากการประมาณการของ ธปท.ก็เห็นได้ชัดว่าต่ำกว่าเป้าของกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งไว้
สำหรับเป้าการส่งออกของกระทรวงการคลัง เป็นการประมาณการให้สอดคล้องกับเป้าของกระทรวงพาณิชย์ โดยจะมีการทยอยปรับเป้าการส่งออกทุกไตรมาสที่มีการปรับประมาณตัวเลขเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ดูตัวเลขของหน่วยราชการขัดแย้งกันเอง
แต่อย่างไรก็ตาม วงในกระทรวงพาณิชย์ได้มีการระดมสมองและตั้งเป้าภายในว่าจะผลักดันการส่งออกปี 2556 ให้ได้ 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัวได้ 5% จากเป้าที่ตั้งไว้ 89% เพราะการแข็งค่าของเงินบาทสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก และเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เนื่องจาก ธปท.มีจุดยืนชัดเจนไม่ลดดอกเบี้ยเพื่อให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่า
ขณะที่รัฐบาลก็ไม่กล้าที่จะออกมาตรการสกัดค่าเงินบาทแข็งด้วยตัวเอง เพราะกลัวหาเรื่องร้อนใส่ตัว เนื่องจากเรื่องที่ต้องดำเนินการอยู่ในปัจจุบันก็หนักอึ้งลูกผีลูกคน ทั้งการผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ และการออกกฎหมายนิรโทษกรรม
ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพยายามโยนเรื่องการดูแลค่าเงินบาทให้ ธปท.รับผิดชอบออกมาตรการ แต่ ธปท.ก็มีบทเรียนจากการออกมาตรการสำรอง 30% ในอดีต ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกตลาดหุ้นตกกว่า 100 จุด เพียงวันเดียว ทำให้ต้องยกเลิกมาตรการบางส่วนเพียงข้ามคืน ทำให้ ธปท.ไม่ยอมจะผิดพลาดซ้ำสอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ค่าเงินบาทจึงเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของการส่งออกที่จะส่งผลรุนแรงในไตรมาส 2 ทำให้การส่งออกขยายตัวติดลบจนหาทางขึ้นไม่เจอ
ซึ่งผลที่จะตามมาคือ การขยายตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้ 56% ในปีนี้ โดนหางเลขไม่ถึงเป้าตามไปด้วยเช่นกัน ส่วนจะกระทบมากหรือน้อย ต้องจับตาการแข็งค่าของเงินบาทว่ายังพ่นพิษการส่งออกของไทยลากยาวไปถึงครึ่งปีหลังของปีนี้หรือไม่
หากค่าเงินบาทยังแข็งไม่ยอมหยุดไปถึงครึ่งปีหลัง การส่งออกของไทยก็หมดหวัง เศรษฐกิจก็อ่อนแรงห่างเป้าจนน่าเป็นห่วงเช่นกัน







