
ทนายกัมพูชาซัดไทยล้อมรั้วพระวิหาร
ทนายกัมพูชายกมติครม.ซัดไทยล้อมรั้วรอบพระวิหารเป็นการตีความฝ่ายเดียว เผยเคยส่งหนังสือทักท้วงถึงยูเอ็นแล้ว
ทนายกัมพูชายกมติครม.ซัดไทยล้อมรั้วรอบพระวิหารเป็นการตีความฝ่ายเดียว เผยเคยส่งหนังสือทักท้วงถึงยูเอ็นแล้ว
เมื่อวันที่ 15 เม.ย. เซอร์แฟรงคลิน เบอร์แมน ทนายความชาวอังกฤษของประเทศกัมพูชา ให้การด้วยวาจาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ในคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 โดยระบุว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทยที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลในปี 2505 มีเอกสารลับจำนวน 2 หน้าที่รมว.มหาดไทยนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีโดยแนบแผนที่อัตราส่วน 1: 50,000 และกำหนด 2 วิธีการระบุขอบเขตดินแดนโดยวิธีการแรกให้ยึดแนวเขตเส้นสันปันน้ำ และมีการเสนอวิธีให้ล้อมรั้วรอบบริเวณปราสาท
"ทั้งสองวิธีจะส่งผลให้ไทยได้รับจำนวนพื้นที่ไม่เท่ากัน สะท้อนว่าการตีความจากคำพิพากษาของศาลเป็น 2 วิธีการของไทยเป็นการตีความฝ่ายเดียวและไม่สอดคล้องกับที่ศาลตัดสินไว้"เซอร์แฟรงคลินกล่าว
เซอร์แฟรงคลิน กล่าวอีกว่า เอกสารจาก รมว.มหาดไทยยังเสนอให้นายกรัฐมนตรีติดตั้งป้ายระบุเขตแดน หลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว โดยไม่ได้ระบุว่าต้องมีการล้อมรั้วแต่อย่างใด แต่ครม.กลับเพิ่มมาตรการล้อมรั้วเองในภายหลัง อีกทั้งในเอกสารในระบุด้วยว่าใครก็ตามที่ละเมิดเขตแดนที่ล้อมรั้วอาจถูกยิง ดังนั้นยิ่งเป็นการย้ำว่าการล้อมรั้วของไทยเป็นการดำเนินการฝ่ายเดียว ไม่ฉะนั้นจะเรียกว่าอะไร
เซอร์แฟรงคลิน กล่าวด้วยว่า ทางไทยอ้างว่าการคำร้องของกัมพูชานั้นศาลไม่สามารถรับตีความได้ เพราะคำพิพากษาเดิมสิ้นสุดไปแล้ว แต่ขอยืนยันว่าทางกัมพูชาขอยื่นให้ศาลตีความในคำพิพากษาเดิม ไม่ได้นอกเหนือจากอำนาจศาลในการพิจารณา และเป็นไปตามธรรมนูญศาลข้อที่ 60
ด้าน นายร็อดแมน บุนดี ทนายความชาวอเมริกันของประเทศกัมพูชา ขึ้นให้การว่า ทางกัมพูชาได้แสดงท่าทีคัดค้านการสร้างรั้วลวดหนามของรัฐบาลไทยแล้ว
ทั้งนี้เนื่องจากในเดือน เม.ย.ปี 2509 รมว.ต่างประเทศของกัมพูชาได้ส่งหนังสือไปยังเลขาธิการสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น)อ้างถึงถ้อยแถลงของเจ้าชายสีหนุที่พูดถึงรั้วลวดหนามของไทยว่าเป็นการปฏิบัติการที่ไม่คำนึงถึงคำพิพากษาของศาลเมื่อปี 2505
หลังจากนั้นในปี 2509 ยังส่งจดหมายอีกฉบับประท้วงในเรื่องเดิมไปยังคณะมนตรีความมั่นคงฯ จากนั้นทางสหประชาชาติจึงแต่งตั้งนาย Herbert de Ribbing เป็นผู้ประนอมคดีระหว่างไทยและกัมพูชา
นายร็อดแมน กล่าวอีกว่า ในวันที่ 26 ต.ค.2509 ทางกัมพูชาได้เขียนจดหมายต่อนาย Herbert ยืนยันว่าปราสาทและบริเวณโดยรอบเป็นของกัมพูชา นอกจากนั้นยังมีรายงานการพบกันระหว่างนาย Herbert และตัวแทนของกัมพูชา และรายงานไปยังเลขาธิการสหประชาชาติว่านายกรัฐมนตรีกัมพูชาระบุว่ารั้วลวดหนามที่ไทยดำเนินการ ล้อมไม่ถึงครึ่งทางจากตัวปราสาทไปถึงเส้นเขตแดนที่ศาลพิพากษา ซึ่งทางกัมพูชาวสามารถร้องเรียนประเด็นนี้ไปยังคณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้อีก แต่ขณะนั้นตามสถานการณ์ทางกัมพูชาไม่เลือกที่จะมีปัญหากับรัฐบาลไทย







