
สู้กับคอร์รัปชัน(2)
ต่อจากตอนที่แล้ว มาตรการที่ 3 ในการสู้กับคอร์รัปชัน คือ การขจัดเงื่อนไขที่เอื้อให้มีการทุจริต
ต่อจากตอนที่แล้ว มาตรการที่ 3 ในการสู้กับคอร์รัปชัน คือ การขจัดเงื่อนไขที่เอื้อให้มีการทุจริต
กล่าวคือ การลดขั้นตอนในระบบราชการและแก้ไขระเบียบปฏิบัติที่ยุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะตัวบทกฎหมายที่มักให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ใช้ “ดุลพินิจ” ในการอนุญาต ซึ่งแปลว่าอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเจ้าหน้าที่มักอาศัยกฎหมายหน้าตาอย่างนี้เรียกสินบน ทางที่ดีรัฐจึงควรจะเอาต์ซอร์สงานบริการไปให้เอกชนให้มากที่สุด เช่น งานศุลกากร เพื่อตัดเล็มเรื่องบางเรื่องออกจากอำนาจรัฐ จะได้ลดโอกาสทุจริต โดยถ้ากลัวว่ายกไปให้เอกชนทำแล้วเอกชนจะทุจริตอีก ก็ให้ปรับโทษเอกชนที่บกพร่องในหน้าที่ให้หนักเกินกว่าประโยชน์ที่เอกชนนั้นๆ จะได้จากคอร์รัปชันเท่านั้น เอกชนจะเป็นฝ่ายขวนขวายหามาตรการมาป้องกันไม่ให้ความบกพร่องเกิดขึ้นได้เอง
นอกจากนั้น ในส่วนของกระบวนการอนุญาตต่างๆ ก็ควรมีการกำหนด Service Level Agreement กล่าวคือ ข้อตกลงที่ทำให้เอกชนรู้ว่ายื่นเรื่องไปแล้วรัฐจะทำอะไร มีขั้นตอนอย่างไร ภายในระยะเวลาเท่าใด เพราะทุกวันนี้กระบวนการติดต่อกับรัฐส่วนมากมักอยู่ในรูปของการที่เอกชนยื่นขออนุญาต ขออนุมัติแล้วก็ร้องเพลงรออย่างเดียว ไม่มีกำหนด กะเกณฑ์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น ทำให้เอกชนไม่สามารถวางแผนทางธุรกิจได้ พอรอมากๆ เข้าเอกชนก็เลยเกิดความกระสับกระส่าย อันเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เอกชนอยากติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อเร่งรัดเรื่องราวและดับความกระสับกระส่ายในที่สุด
รัฐจะต้องระมัดระวังในการออกกฎระเบียบต่างๆ ไม่ให้มีผลเป็นการเพิ่มขั้นตอนและขัดประสิทธิภาพเสียเอง อย่างเช่นกรณีที่ ป.ป.ช. ออกกฎให้เอกชนที่มีการค้าขายกับภาครัฐเกิน 2 ล้านบาท ต้องจัดทำบัญชีและรายงานเฉพาะส่งต่อกรมสรรพากร เป็นต้น เพราะหากลองพิจารณาดู กฎอย่างนี้ไม่น่าจะลดคอร์รัปชันได้ แต่กลับสร้างต้นทุนให้กับเอกชนโดยไม่ควร ทำให้บริษัทดีๆ จำนวนมากถอนตัวจากการค้าขายกับรัฐ เพราะคร้านจะทนความยุ่งยาก หรือไม่ก็ผลักต้นทุนดังกล่าวให้กลับมาเป็นภาระของรัฐอีกทีหนึ่ง
แต่ที่ร้ายกว่านั้น คือ กฎที่หยุมหยิมแต่ไร้ประสิทธิภาพจะเอื้อให้เกิดธุรกิจตัวกลางในการคอร์รัปชัน (เช่น บริษัทชิปปิ้ง) ซึ่งจะรับทำหน้าที่เดินเรื่องต่างๆ กับรัฐ กล่าวคือ จ่ายสินบนแทนเอกชน อันถือเป็นการสร้างระบบให้กับคอร์รัปชัน ซึ่งจะยิ่งทำให้คอร์รัปชันเป็นไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และฉิบหายต่อประเทศมากขึ้นต่อไป
มาตรการที่ 4 คือ การเพิ่มความโปร่งใสภาครัฐ
ตามที่รู้กัน ความโปร่งใสนั้นเป็นเครื่องกำกับไม่ให้พฤติกรรมการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือคอร์รัปชันนั้นเกิดขึ้นได้ ดังนั้นการเพิ่มความโปร่งใสของภาครัฐจึงเป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้ในการสู้กับคอร์รัปชัน จริงอยู่ ทุกวันนี้เราก็มีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งให้สิทธิแก่ประชาชนที่จะเรียกดูข้อมูลบางลักษณะจากราชการได้ แต่ในทางปฏิบัติก็ต้องยอมรับว่าการเรียกข้อมูลดังกล่าวนั้นมีขั้นตอนยุ่งยาก จึงไม่ชวนให้ใครขวนขวายติดตามเรื่องเท่าใดนัก
ดังนั้น รัฐจึงควรจะเป็นฝ่ายเปิดเผยข้อมูลตัวเองเสียตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะเรื่องที่มักเกิดความไม่ชอบมาพากลได้ง่ายๆ จำพวกรายงานการศึกษาความคุ้มค่าในโครงการลงทุนภาครัฐ การติดตามการประเมินผลการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดราคากลางและการเปิดเผยผลการประมูล เป็นต้น
โดยที่จะละเลยไม่ได้ก็คือ รัฐวิสาหกิจ ซึ่งปีๆ หนึ่งใช้งบประมาณมากกว่าที่รัฐบาลต้องผ่านสภาเสียอีก แต่กลับมีการตรวจสอบน้อยมาก ดังนั้นรัฐวิสาหกิจไม่ว่าจะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วหรือไม่ ก็ควรมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลและมีมาตรฐานบรรษัทภิบาลในระดับเดียวกับบริษัทที่จดทะเบียน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้คอยติดตามดูแล รวมทั้งอาจเปลี่ยนระบบบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีให้เป็นสากลเสียด้วย นอกเหนือจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งให้คงทำหน้าที่ตรวจสอบภายในองค์กรต่อไป
ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐโกงได้ยากขึ้น และประชาชนตรวจสอบได้สะดวกขึ้นนั่นเอง







