
คดีพระวิหารเดิมพันรัฐบาล
แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยต่างกำลังสนุกสนานกับการใช้เวลาในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ของไทย
โดย...ทีมข่าวการเมือง
แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยต่างกำลังสนุกสนานกับการใช้เวลาในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ของไทย แต่ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ห้ามกะพริบตา คือ คดีปราสาทพระวิหาร เนื่องจากวันนี้จะเป็นวันแรกที่ศาลยุติธรรมเปิดให้ไทยและกัมพูชาแถลงด้วยวาจา ในคดีที่กัมพูชาร้องให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505
คำร้องของกัมพูชามีสาระสำคัญ 3 ข้อ
1.ไทยและกัมพูชาตีความคำพิพากษาปี 2505 ไม่เหมือนกันในประเด็นว่าขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร (Vicinity of the Temple) อยู่ที่ไหน จึงมีข้อพิพาทเรื่องการตีความ
2.ศาลโลกจะต้องตีความโดยยึด “แผนที่ภาคผนวก 1” (แผนที่ 1 : 200,000 ระวางดงรัก) เป็นหลัก
3.กัมพูชาเห็นว่าขอบเขตของบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหารต้องเป็นไปตามเส้นที่ปรากฏในแผนที่
ส่วนไทยได้ตั้งประเด็นคัดค้านไว้เป็น 3 ข้อใหญ่เช่นกัน ประกอบด้วย 1.ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาและกัมพูชาไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากประเด็นที่กัมพูชาขอให้ศาลโลกพิจารณาไม่ใช่การตีความ แต่เป็นการฟ้องคดีใหม่เรื่องเขตแดน ซึ่งอยู่นอกขอบเขตของคดีเดิม
2.ไทยและกัมพูชาไม่มีข้อพิพาทในเรื่องการตีความคำพิพากษาเดิม เพราะกัมพูชาได้ยอมรับอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2505
3.กัมพูชาให้ศาลพิพากษาเรื่องเส้นเขตแดนไม่ได้ เพราะเมื่อปี 2505 ศาลไม่ได้ตัดสินว่าเส้นเขตแดนอยู่ที่ไหน และไม่ได้ตัดสินว่าแผนที่ภาคผนวก 1 มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร
การแถลงด้วยวาจาของไทยและกัมพูชาจะไปสิ้นสุดในวันที่ 19 เม.ย. และศาลโลกจะจัดคู่กรณีมาฟังคำพิพากษาในอีก 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของไทยประเมินในช่วงเดือน ก.ย. จะมีคำพิพากษาออกมา
คดีนี้นอกจากจะพิพากษาเรื่องข้อพิพาทของไทยและกัมพูชาแล้ว ยังเท่ากับพิพากษาอนาคตของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ไปในตัวด้วย
ที่ผ่านมารัฐบาลถูกเพ่งเล็งมาตลอดว่าได้ต่อสู้คดีเต็มที่หรือไม่
ด้านหนึ่งเป็นเพราะท่าทีของรัฐบาลชุดนี้และ สส.ของพรรคเพื่อไทย ต่างให้ความสำคัญและเอาใจ “นายกฯ ฮุนเซน” ของกัมพูชาเป็นพิเศษ
ดูได้จากเมื่อปี 2555 สส.พรรคเพื่อไทยและมวลชนคนเสื้อแดง ต่างตบเท้าไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างเอิกเกริก ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีสถานะเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลไทยในคดีทุจริตคอร์รัปชัน
ยังไม่นับความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เรียกว่าซี้ปึ้กระหว่าง “ทักษิณฮุนเซน” จึงไม่แปลกอะไรที่วิบากกรรมจะมาตกอยู่กับน้องสาวที่เป็นนายกฯ ต้องคอยออกมาย้ำคิดย้ำทำ ว่ารัฐบาลไทยสู้คดีเต็มที่ท่ามกลางการกระทำที่สวนทางของพรรคเพื่อไทยดังกล่าว
ขณะที่ท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศของไทย โดย “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ก็แสดงเสมือนหนึ่งจะสู้แบบไม่เต็ม 100% ตั้งแต่ต้นปีผ่านการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน
“คำตัดสินของศาลโลกทุกประเทศต้องยอมรับการขัดขืน จะทำให้ไทยอยู่ในสังคมโลกลำบาก...แต่คิดว่ารัฐบาลก็ทำดีที่สุดแล้ว องค์ประกอบในการสู้คดีใช้ทีมงานชุดเดิมตลอดมีการเปลี่ยนแปลงแค่ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น มองตั้งแต่ตอนมารับตำแหน่งแล้วว่าคดีนี้มีแต่แพ้กับเสมอตัว” (1 ม.ค. 2556)
การออกตัวประหนึ่งยอมแพ้ของ รมว.ต่างประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ตกเป็นเป้าของฝ่ายตรงข้ามมาตลอดว่า “รัฐบาลไทยกำลังสมยอมรัฐบาลกัมพูชา” หรือไม่
โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าแม้การจะยอมรับคำตัดสินจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ในฐานะที่ไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกสหประชาชาติ แต่ถ้าเกิดกรณีที่ศาลโลกมีคำพิพากษาขยายความไปถึงเส้นเขตแดนที่เป็นข้อพิพาทว่าเป็นของกัมพูชาขึ้นมา จะเป็นผลให้รัฐบาลไทยจะต้องรับกับสภาพนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
จากความห่วงใยในประเด็นนี้ของภาควิชาการและภาคประชาสังคม จึงกลายเป็นที่มาของการเสนอให้รัฐบาลประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกในกรณีที่จะกระทบต่อสิทธิและอธิปไตยของไทย แต่ปรากฏว่าไร้เสียงตอบรับจากรัฐบาล
ดังนั้น เวลา 5 วันจากนี้และอีก 6 เดือนไปจนถึงวันพิพากษา ไม่ต่างอะไรกับการเป็นเวลาสร้างศรัทธาให้กับประชาชนของรัฐบาล เพราะถ้าแพ้คดีรอบนี้ขึ้นมา ยิ่งลักษณ์ก็คงจะอยู่ในตำแหน่งนายกฯ ต่อไปได้ลำบาก







