posttoday
ระเบียบไทย วินัยชาติ

ระเบียบไทย วินัยชาติ

14 เมษายน 2556

ถ้าไม่นับเรื่องที่แกไปทะเลาะกับอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร

ถ้าไม่นับเรื่องที่แกไปทะเลาะกับอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็เป็นคนที่น่ายกย่องอย่างมากคนหนึ่ง โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมทางการเมืองที่โดดเด่น อย่างเรื่อง “วัฒนธรรมนำไทย”

ไม่น่าเชื่อว่าลูกชาวสวนแห่งปากคลองบางเขน นนทบุรี ที่ชื่อว่า ด.ช.แปลก ขีตตะสังคะ จะเป็นนายทหารที่มีบารมีล้นกองทัพ ที่สามารถโน้มน้าวนายทหารผู้ใหญ่อย่างพระยาพหลพลพยุหเสนา มาเป็นหัวหน้าคณะเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 นั้นได้ ทั้งยังยอมมาเป็นหุ่นเชิดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก 5 ปี ก่อนที่พระยาพหลฯ จะรู้ตัวว่าไม่ใช่ “ผู้มากบารมี” ตัวจริง และยอมลงจากตำแหน่งไปในปี พ.ศ. 2481 เพื่อให้ “ตัวจริงเสียงจริง” คือ หลวงพิบูลสงคราม นี้ขึ้นสู่บัลลังก์ ซึ่งได้สร้างผลงานในช่วง 7 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง ก่อนที่จะถูกตั้งข้อหาอาชญากรสงครามหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2488 ไว้อย่างน่าสนใจมากมาย

ผลงานที่โดดเด่นอย่างหนึ่งก็คือ เรื่อง “วัฒนธรรมนำไทย” ที่คนไทยรู้จักในเรื่องของการห้ามกินหมาก การให้สวมกางเกงและกระโปรงแทนผ้านุ่งและโจงกระเบน การให้ใช้สรรพนามเรียกกันว่า ผม คุณ ท่าน ฉัน เธอ และดิฉัน มีคำรับว่า ครับ ค่ะ การสวมหมวกและรองเท้า ตลอดจนให้สามีจูบภรรยาก่อนออกจากบ้าน หรือส่งเสริมมหรสพและนาฏศิลป์แบบฝรั่ง (อย่างในภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” ที่นักดนตรีไทยต้องหมดอาชีพ) ภายใต้การออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตามนโยบายที่จะ “นำไทยสู่สากล” ให้มีมาตรฐานชีวิตสูงขึ้นอย่างนานาอารยประเทศ นโยบายนี้แม้จะเป็นที่หัวเราะเยาะถากถางมาจนถึงปัจจุบัน แต่เราก็ต้องยอมรับว่าผลโดยทางอ้อมก็ได้ช่วยยกระดับความเป็นอารยะของคนไทยขึ้นมาได้มากพอสมควร

แนวคิดของจอมพล ป. ดูคล้ายๆ แนวคิดของผู้นำญี่ปุ่นในยุคจักรพรรดิเมจิ ที่มีผู้วิเคราะห์ว่าต้องการเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองที่ล้าหลังของญี่ปุ่นให้ทันสมัยและ “เป็นสากล” โดยเฉพาะวัฒนธรรมแบบศักดินา ซึ่งแทนที่ด้วยการเปิดกว้างรับเอาวัฒนธรรมของต่างประเทศ อย่างที่พระมหาจักรพรรดิเมจิได้ประกาศเป็นพระบรมราชโองการว่า “จงรวบรวมความรู้จากทั่วโลก เพื่อสร้างชาติญี่ปุ่นให้ยิ่งใหญ่” รวมทั้งถอดถอนวัฒนธรรมที่ล้าหลัง อย่างแนวคิดเกี่ยวกับลัทธิซามูไร (ซึ่งถ้าใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai ที่ ทอม ครูส แสดงเป็นเชลยของญี่ปุ่น แล้วถูกอบรมกล่อมเกลาให้เป็นซามูไร แต่ท้ายที่สุดก็ต้องเปลี่ยนไปตามสังคมของชนชั้นนำญี่ปุ่น) นอกจากนี้ยังเป็นยุคที่ญี่ปุ่นนำรัฐธรรมนูญเข้ามาใช้เป็นหลักในการปกครอง รวมทั้งส่งเสริมการแต่งกายให้เป็นแบบคนตะวันตก ทั้งหมดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกลบกลืนวัฒนธรรมอันอ่อนด้อยของญี่ปุ่นที่ยึดตัวบุคคลและวัฒนธรรมประเพณีอันเคร่งครัด ให้ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีขึ้น

วิธีการของจอมพล ป. ก็อาจจะมีเป้าหมายเพื่อต่อสู้กับลัทธินับถือ “เจ้า” ที่มีอยู่อย่างแข็งแกร่งในจิตใจคนไทยจำนวนมาก แต่ด้วยความที่เป็นทหารจึงใช้ความเป็นเผด็จการเข้ามาจัดการ และด้วยความใจร้อนที่อยากให้เห็นผลในเวลาที่รวดเร็ว จึงกระหน่ำมาตรการและข้อกำหนดต่างๆ ออกมาอย่างถี่ยิบ เป็นเหตุให้คนไทย “สำลักวัฒนธรรมใหม่” แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้แนวคิดของจอมพล ป. ล้มเหลว เพราะหลายส่วนในพฤติกรรมของคนไทยที่เปลี่ยนไป ก็เป็นเพราะแรงกระหน่ำของรัฐบาลทหารยุคนั้น โดยเฉพาะแนวคิดเสรีนิยมที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในยุคนั้น

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับท่านจอมพลผู้นี้เคยวิจารณ์ว่า ถ้ากลุ่มทหารไม่ทะเลาะขัดแย้งกันในช่วงที่จอมพล ป. ขึ้นมามีอำนาจในยุคหลัง (พ.ศ. 24902500) บางทีประเทศไทยอาจจะมีการพัฒนาประชาธิปไตยไปได้ดีกว่านี้ เพราะได้มีความพยายามของท่านจอมพลในการที่สร้างระบอบประชาธิปไตยขึ้นหลายอย่าง เป็นต้นว่าการส่งเสริมระบบพรรคการเมือง (แม้กระทั่งทหารและข้าราชการก็ตั้งพรรคการเมืองได้) การส่งเสริมเสรีภาพของสื่อสารมวลชน และการวางรากฐานประชาธิปไตยรากหญ้าผ่านสภาตำบล แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ท่านต้องห่วงหน้าพะวงหลังในปัญหาการเมืองภายในกองทัพที่รุมเร้า ในที่สุดก็ต้องแก้ปัญหาอย่างง่ายๆ ด้วยการให้เผด็จการยังอยู่เหนือประชาธิปไตย เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้านั้น

ที่เขียนเล่าเรื่องจอมพล ป. มาก็เพราะกำลังสงสัยในท่าทีของคนบางกลุ่มในการปกครองดูแลคนไทย เหมือนกับว่าคนกลุ่มนั้นกำลังพยายามที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างของคนไทยให้เป็นประโยชน์ต่อเป้าหมายในทางการเมืองของคนกลุ่มนี้ เช่น การใช้นโยบายประชานิยมเพื่อมอมเมาผู้คนให้หลงใหลและเชื่อฟังผู้มีอำนาจในการปกครอง หรือความพยายามที่จะรื้อล้มสถาบันหลักต่างๆ ของชาติ ในรูปแบบของการทำลายความเข้มแข็งและน่าเชื่อถือ ที่รวมถึงสถาบันตามรัฐธรรมนูญ คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ นั้นด้วย

ยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งของคนกลุ่มนี้ก็คือ “การปกครองที่ไร้ระเบียบ” (Disorder Government) ภายใต้แนวคิดการใช้ความวุ่นวายทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การปรับรื้อระบบเก่าและสร้างระบบใหม่ ที่ฝรั่งเรียกว่า Chaos Politics ที่ปรับรูปแบบการปฏิวัติทางการเมืองและสังคมในแนวดั้งเดิมที่เน้นการใช้กำลังของกลุ่มอำนาจ เช่น ทหาร หรือมวลชน เข้ามาทำการยึดอำนาจ มาเป็นการสร้างการปะทะกันของความเชื่อความคิด ให้ในระบบการเมืองขาดการไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกัน หรือทำให้บางคนบางกลุ่มสูญสิ้นศรัทธาและความจงรักภักดี ผู้คนในสังคมจะเหมือนปลาที่ถูกทุบหัวให้เดือดร้อนวุ่นวายเจ็บปวด หรือเหมือนเด็กดมกาวที่ขาดสติและระแวงทุกคนรอบข้าง บ้านเมืองก็จะไม่มีใครคิดปกป้องหรือรักษาอะไรไว้ ปล่อยให้ “จอมมาร” ที่จ้องดูอยู่เข้ามาเสวยอำนาจในที่สุด และเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปในแนวทางที่วางแผนไว้ โดยที่ผู้คนไม่อาจทัดทานได้

ความกังวลเช่นนี้มีหลักฐานหลายอย่างที่อาจนำมาอธิบายได้ เช่น การปล่อยให้น้องสาวผู้ด้อยประสบการณ์ครองตำแหน่งประมุขฝ่ายบริหาร ที่เป็นเพียงผู้นำในเชิงสัญลักษณ์หรือพิธีกรรม (ทางราชการและสังคม) โดยที่ในรัฐบาลก็ต่างคนต่างอยู่ นโยบายทั้งหลายสับสน นายกฯ สั่งการใครไม่ได้ ทำมาหากินกันเหมือนหาบเร่แผงลอย ที่สื่อบางฉบับเรียกว่า “ฟุตปาทคานิเนต” (เพื่อเทียบกับ “บุฟเฟต์คาบิเนต” ในยุครัฐบาลชาติชาย) คือ ดูรกรุงรังเกะกะไปหมด

หรือการสร้างความวุ่นวายในกระบวนการนิติบัญญัติ ที่พยายามยัดเยียดให้มีการผ่านกฎหมายที่สร้างปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายลบล้างความผิดต่างๆ แม้จะไม่สำเร็จ แต่ก็ได้สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นอย่างที่คนกลุ่มนี้ต้องการ พร้อมกับลดความน่าเชื่อถือของระบบรัฐสภาและเกียรติภูมิของผู้แทนปวงชนชาวไทยทั้ง สส.และ สว. ซึ่งก็เป็นไปตามเป้าและแนวคิด “รัฐป่วน” ที่คนกลุ่มนี้ตั้งเป็นเป้าหมายหลักไว้ตั้งแต่แรกแล้วนั้นได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นยังจะขยายกิจกรรมไปป่วนกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นที่ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่างๆ นอกเหนือจากที่ได้ควบคุมต้นน้ำอย่างตำรวจ และกลางน้ำอย่างอัยการไว้ได้ในระดับหนึ่ง นั่นก็คือการควบคุม “เสาหลักของระบอบประชาธิปไตย” ทั้ง 3 เสา คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

เขียนบทความนี้ขึ้นมาเพราะนึกถึงผู้นำบางท่านว่า ท่านพยายามสร้างชาติด้วยการสร้างระเบียบวินัยและกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นในบ้านเมือง แต่ก็ยังมีผู้นำบางคนพยายามที่จะรื้อและทำลายมันเสีย เหมือนว่าถ้าประเทศนี้ขาดวินัยและคนไทยไร้ระเบียบ ทุกอย่างก็จะเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ และคนแบบนี้นี่แหละที่น่ากลัวที่สุด

เพราะเขาทำได้ทุกอย่าง แม้แต่กระทืบบ้านพ่อเมืองแม่ของเขาให้ย่อยยับ

ระเบียบไทย วินัยชาติ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท