
เอ็มอาร์ซี...ไม่ใช่ที่พึ่ง ชุมชนริมโขงทวงคำตอบ...เขื่อนจีน
8...ทีมข่าวภูมิภาค
การประชุมสุดยอดผู้นำประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 1 ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพิ่งจบสิ้นไป แต่คำถามในประเด็นการพัฒนาที่รุกรานและทำลายแม่น้ำโขงก็ยังคงอยู่ โดยไร้คำตอบที่ชัดเจนจากการประชุมครั้งนี้
ประเด็นสำคัญยังคงเป็นคำถามว่าวิกฤตแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นน้ำที่เอ่อล้นท่วมสองฝั่งในหน้าฝน หรือปริมาณน้ำที่ลดลงจนแห้งขอดในหน้าแล้งเกิดจากสาเหตุใด การสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีน ส่งผลต่อปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่ อีกทั้งคณะกรรมาธิการลุ่มแม่น้ำโขงหรือเอ็มอาร์ซี จะกำหนดให้ภาคประชาชนตัวแทนแต่ละประเทศ เข้าร่วมกำหนดนโยบายการบริหารจัดการแม่น้ำโขงได้อย่างไร
ผลจากการประชุมที่ไร้คำตอบเป็นประจักษ์ในตัวเองว่า เพื่อปกป้องวิถีชีวิตคนลุ่มแม่น้ำโขงจำเป็นต้องต่อสู้ด้วยตนเอง โดยมิอาจหวังพึ่งใครได้อีก ดังนั้นการทบทวนประสบการณ์ แลกปลี่ยนความรู้ และเพื่อกำหนดทิศทางต่อไป จึงเป็นวาระจำเป็น และเมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมา เวทีเสวนา
“ทางออกชุมชนอีสานและบทบาทขององค์กรชุมชน ท่ามกลางวิกฤตน้ำ” ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว และโรงเรียนอนุบาลตำบลบุ่งคล้า อ.บุ่งคล้า จ.หนองคาย เครือข่ายองค์กรชุมชน และภาคประชาชนลุ่มแม่น้ำโขง 20 องค์กร จึงได้สรุปปัญหาและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสมควรต้องรับฟังปรากฏการณ์วิกฤตแม่น้ำโขงในช่วงฤดูแล้งในปีนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และจากข้อมูลที่สรุปได้จากการจัดเวทีประชาชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงทั้ง 6 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ผ่านมาพบว่า ปริมาณน้ำโขงเริ่มมีสัญญาณความเปลี่ยนแปลงในช่วง 45 ปีที่ผ่านมานี้อย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ชุมชนที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงไม่อาจคาดเดาได้เช่นอดีต
จากการศึกษาและติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับปริมาณน้ำโขงในช่วงฤดูแล้งที่ไหลผ่านประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ทางตอนล่างก็พบว่าแม่น้ำโขงได้รับน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำในประเทศจีนค่อนข้างสำคัญ เพราะในช่วงฤดูแล้งได้รับน้ำจากการละลายของหิมะ และน้ำแข็งในเขตเทือกเขาหิมาลัยในประเทศจีน ทิเบต เป็นหลัก
สาเหตุสำคัญของปัญหาแม่น้ำโขงวิกฤตในขณะนี้ ก็คือการสร้างเขื่อนและการกักเก็บน้ำในแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งมีผลกระทบต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จนก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ท้องถิ่น และวิถีชีวิตชุมชนในลุ่มแม่น้ำโขงกว่า 60 ล้านคน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างรุนแรง
ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำสาขาอื่นๆ ในภูมิภาค และวิถีชีวิตชุมชนในทุกมิติ จึงมีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้
1.ยุติการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง และปล่อยให้แม่น้ำโขงไหลได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นการให้คุณค่าของแม่น้ำมากกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจแต่เพียงมิติเดียว
2.อำนาจในการบริหารจัดการ และการกำหนดนโยบายทิศทางการพัฒนาพื้นที่ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง จะต้องเป็นคนในภูมิภาคนี้เท่านั้น เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ และความเข้าใจสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนของตนเองได้อย่างถ่องแท้ที่สุด
3.ภาคประชาชนในท้องถิ่นจะต้องมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนา และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อการพัฒนา และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนเป็นสำคัญ m







