posttoday
เปิดสนามเศรษฐกิจ เพื่อปิดสนามรบ 'เกาหลีเหนือ'

เปิดสนามเศรษฐกิจ เพื่อปิดสนามรบ 'เกาหลีเหนือ'

12 เมษายน 2556

สถานการณ์ที่กำลังทำให้ชาวโลกวิตกกังวล ว่าสงครามนิวเคลียร์กำลังจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

สถานการณ์ที่กำลังทำให้ชาวโลกวิตกกังวล ว่าสงครามนิวเคลียร์กำลังจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่และจะมีผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรบ้าง เมื่อ คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ประกาศในวันเสาร์ที่ 30 มี.ค. 2556 ว่า ได้เข้าสู่ภาวะสงครามกับเกาหลีใต้อีกครั้งแล้ว และพร้อมจะเปิดศึกกับสหรัฐหากถูกยั่วยุ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2493 ที่สงครามระหว่างเกาหลีเหนือใต้ เกิดขึ้น กระทั่งต่อมาในปี 2496 มีการทำข้อตกลงหยุดยิง ที่เรียกว่า “Armistice Agreement” ทำให้คาบสมุทรเกาหลีกลับสู่ความสงบมายาวนาน แต่เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2556 CNN รายงานว่า หนังสือพิมพ์ทางการของพรรคแรงงาน เกาหลีเหนือ ประกาศว่า ข้อตกลงหยุดยิงที่ทำกันมาในอดีตเป็น “โมฆะ” เป็นการตอกย้ำถึงความพร้อมทำสงครามเหมือนในปี 2493 ที่จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่เคยลงนามในสัญญาสงบศึกระหว่างสองประเทศ

หากเกาหลีเหนือต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อต่อรอง หรือดึงดูดความสนใจจากมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ จีน และชาวโลก ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว แต่จะส่งผลไปถึงกรณีอื่นๆ หรือไม่ อย่างเช่น การป้องปรามสหรัฐไม่ให้แสดงตัวใกล้ชิดกับเกาหลีใต้มากเกินไป หรือยุติการซ้อมรบร่วมกันระหว่างสหรัฐและเกาหลีใต้ที่เกาหลีเหนือเคยเตือนว่าอาจนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ได้ หรือสร้างคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นแก่ คิมจองอึน เพื่อให้เกิดการยอมรับจากกองทัพและประชาชน หรือตอบโต้มติการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือให้ บารัก โอบามา ทบทวนยุทธศาสตร์ “Asian Pivot” ที่จะนำสหรัฐกลับมามีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกครั้ง ก็คงไม่ง่ายนัก

ความจริงแล้วการสร้างสถานการณ์ หรือยุทธศาสตร์ของเกาหลีเหนือครั้งนี้ ถือว่าเป็นการใช้มุขเดิมๆ ที่ใช้กันในช่วงสงครามเย็น โดยดำเนินนโยบายที่สุ่มเสี่ยงต่อสงครามนิวเคลียร์ (Brinkmanship) เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามถอยหรือยอมทำตาม จึงเป็นการเล่นเกมปกติของประเทศที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าและขาดความมั่นคง

แต่หากเกาหลีเหนือเลยเถิดไปถึงการยิงขีปนาวุธเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม หรือเริ่มปะทะกันทางทหารด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะเป็นจุดเริ่มต้นที่อันตรายต่อโลกและเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะเพียงคำพูดที่รุนแรงของผู้นำเกาหลีเหนือและการตอบโต้จากเกาหลีใต้และสหรัฐ โดยที่ยังไม่ได้เริ่มสงครามก็ทำให้เศรษฐกิจโลกเริ่มสั่นคลอนบ้างแล้ว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้ว คือ โรงงานต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรมแกซอง ที่เกิดจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเกาหลีเหนือใต้ ต้องหยุดดำเนินการ เพราะรัฐบาลเกาหลีเหนือประกาศไม่อนุญาตให้ชาวเกาหลีใต้เข้าไปทำงานอย่างไม่มีกำหนด

ตลาดหุ้นในกรุงโซล เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2556 ก็ตกลง 1.4% ต่ำสุดในรอบ 2 เดือน นอกจากนั้น บริษัทข้ามชาติหลายบริษัทมีความกังวลต่อสถานการณ์ครั้งนี้มาก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นบริษัทของสหรัฐที่ The New York Times รายงานว่า Dan Akerson, Chief Officer of General Motors ได้เตรียมแผนรองรับ โดยพร้อมอพยพพนักงานไปในสถานที่ปลอดภัยและหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น ก็พร้อมที่จะย้ายฐานการผลิตของ GM ไปยังประเทศอื่น

สำหรับเกาหลีใต้เป็นประเทศระดับแนวหน้าทางเศรษฐกิจของโลก มีบริษัทใหญ่ระดับโลกหลายที่เป็นที่รู้จักของคนไทยและชาวโลกมากมาย เช่น กลุ่มบริษัท Samsung, LG, Daewoo, Hyundai และ Kia Motors ที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือและรถยนต์ นอกจากนั้นยังมีอุตสาหกรรมเหล็กขนาดใหญ่ ที่ผลิตเหล็กได้ถึง 4% ของโลก ดังนั้นเกาหลีใต้จึงหนีไม่พ้นผลกระทบทางเศรษฐกิจ

อย่างน้อยที่สุด จากที่ทุกวันนี้ประสบกับปัญหาค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนตัวลงอยู่แล้ว และที่ผ่านมาในเดือน ธ.ค. 2555 รัฐบาลเกาหลีใต้เคยประกาศปรับลดประมาณการตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของปี 2556 เหลือเพียง 2.1% จาก 3.3% ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่เกิดข้อพิพาท ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อีกไม่นานเกาหลีใต้อาจจะต้องประกาศปรับตัวเลข GDP ครั้งใหม่ด้วย

ส่วนประเทศอื่นๆ นอกจากเกาหลีใต้ หากเผชิญกับสงครามคาบสมุทรเกาหลี จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจแน่นอน โดยเฉพาะกับเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียที่กำลังขยายตัวดี น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าภูมิภาคอื่น เพราะมีที่ตั้งของประเทศใกล้เคียงกับคาบสมุทรเกาหลี เช่น จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฟิลิปปินส์

ขณะที่ประเทศไทยก็หนีไม่พ้นที่จะถูกกระทบทางตรงบ้างแต่อาจไม่รุนแรงนัก เพราะไทยค้าขายกับเกาหลีใต้เพียง 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.9% ของการค้ารวมของไทยกับโลก โดยมีการส่งออกยางพารา น้ำตาล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กระดาษและมันสำปะหลัง เป็นสินค้าหลัก และมีชาวเกาหลีเข้ามาท่องเที่ยวในไทยประมาณ 1 ล้านกว่าคนต่อปี แต่สิ่งที่เราอาจต้องกังวลคือ ผลกระทบทางอ้อมจากกำลังซื้อสินค้าจากไทยจะลดลงและการท่องเที่ยวของชาวต่างประเทศที่จะลดลงมาก

ผมคิดว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ เพราะจะเป็นการสวนกระแสโลกที่ในเวลานี้ทุกประเทศกำลังมุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของตน ปัญหาในคาบสมุทรเกาหลีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมายาวนานกว่า 60 ปี และตั้งแต่ปี 2496 ก็ไม่ปรากฏความรุนแรงใดๆ ระหว่างเกาหลีเหนือใต้ ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก แล้วเหตุใดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นครั้งใหม่นี้ จึงสร้างความกังวลให้ชาวโลกมากกว่าครั้งอื่นๆ ที่ผ่านมา

อาจเป็นเพราะยังอ่านความคิดของคิมจองอึนไม่ออก อีกทั้งการเป็นผู้นำที่มีอายุน้อย จึงยังไม่น่าไว้ใจในวุฒิภาวะ รวมทั้งผู้นำประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำของสหรัฐ จีน หรือเกาหลีใต้ ยังไม่เคยถูกทดสอบแนวความคิดที่มีต่อคาบสมุทรเกาหลี แต่ผู้นำสำคัญที่อาจให้ความสบายใจได้ในระดับหนึ่งคือ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่ออกมากล่าวในที่ประชุมโป๋อ่าวฟอรัม ว่า “ไม่มีประเทศใดจะได้รับอนุญาตให้ดึงเอเชีย หรือโลกเข้าสู่ความวุ่นวายเพื่อหาประโยชน์ส่วนตน” ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า จีนไม่ประสงค์สงคราม

ดังนั้น หากเกาหลีเหนือดื้อดึงหรือเกิดความผิดพลาดบางประการโดยเข้าทำสงครามกับเกาหลีใต้ เกาหลีเหนือจะอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบกว่ามาก เพราะถึงแม้จะทำลายเศรษฐกิจเกาหลีใต้ลงได้ในช่วงหนึ่งแล้วก็ตาม แต่เกาหลีเหนือจะต้องประสบกับการสูญเสียที่มากกว่า

จังหวะเวลานี้ไม่ได้อยู่ข้างเกาหลีเหนือมากนัก เพราะประชาคมโลกต้องการความสงบสุข โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจยังมีปัญหาอยู่เช่นนี้ และที่สำคัญหากทั้งสหรัฐและจีนพร้อมใจกันหันหลังให้สงครามเช่นนี้

คาดว่าอีกไม่นานนี้ ข้อพิพาทของเกาหลีเหนือใต้จะลดอุณหภูมิลง แม้เศรษฐกิจโลกและไทยอาจสะดุดบ้างในช่วงนี้ แต่เมื่อการเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือใต้เกิดขึ้น โดยมีจีนและสหรัฐหนุนหลังให้เกิดสันติภาพ ความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็จะคลายลงทันที

ที่สำคัญประชาคมโลกต้องช่วยกันดึงเกาหลีเหนือให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น เพราะหากปล่อยให้เกาหลีเหนือถูกโดดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ต่อไป ย่อมส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาคมโลก

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ