
โลกผวาฟองสบู่อาเซียน สินทรัพย์พุ่ง ย้ำสัญญาณวิกฤตชัด
กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างจริงจัง หลังมีกระแสติงเตือนออกมาเรื่อยๆ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างจริงจัง หลังมีกระแสติงเตือนออกมาเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ สำหรับปัญหาฟองสบู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หลังจากที่ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่างสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ที่รวมถึงการอัดเงินเข้าระบบเสริมสภาพคล่องอย่างมหาศาล
เพราะสถานการณ์ดังกล่าว เป็นปัจจัยบ่งชี้ว่าจะมีทุนร้อนทะลักเข้ามาเก็งกำไรในบรรดาสินทรัพย์ต่างๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ของตลาดภายในอาเซียน จนเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ อันเนื่องมาจากของสินทรัพย์เหล่านั้นมีราคาแพงกว่าราคาตามความเป็นจริงของตลาด ซึ่งเกิดจากอุปสงค์ของผู้บริโภคภายในประเทศ
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากเครดิตสวิส กล่าวว่า ความกลัวภาวะฟองสบู่ในอาเซียนเริ่มเห็นได้ชัดจนน่าวิตก โดยข้อมูลจาก ซิพุตรา ดีเวลลอปเมนท์ บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ระบุว่า ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยอย่างคอนโดมิเนียมใจกลางกรุงจาการ์ตา ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 3040% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ราคาที่ดินตามหัวเมืองชั้นสองของประเทศก็พุ่งแรงแพงขึ้นถึง 50% เช่นกัน
โรเบิร์ต พรีเออร์แวนเดสฟอร์ด ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยของธนาคารเครดิตสวิส ในสิงคโปร์ ยอมรับว่า การปรับตัวขึ้นของราคาที่ดินในอินโดนีเซียครั้งนี้เร็วและแรงเกินไป จนเริ่มรู้สึกได้ถึงหลักฐานของการปรากฏของฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์
ต้องยอมรับว่า ราคาของสินทรัพย์หลักๆ ในตลาดอาเซียน เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือพันธบัตร ต่างๆ ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเป็นผลของนโยบายผ่อนปรนทางการเงินของประเทศพัฒนาแล้วที่ทำให้เกิดทุนร้อนไหลทะลักเข้ามาไล่ล่าหาผลกำไรตอบแทน
รายงานจากธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่า ตลาดตราสารหนี้สิงคโปร์เติบโตในอัตราที่รวดเร็วที่สุด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ชาวต่างชาติที่ถือครองพันธบัตรของรัฐบาลมีมูลค่าพุ่งทะยานสูงขึ้นถึง 550% หรืออยู่ที่ 6.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2552
ด้านประเทศไทย สินเชื่อผู้บริโภคมีการเติบโตในระดับสูงที่สุดในบรรดาชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียน ซึ่งรวมไทยด้วย คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
เรียกได้ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้น ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนที่นักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าจะเอื้อให้เกิดภาวะฟองสบู่ได้อย่างไม่ยากเย็น ซึ่งที่สุดแล้วจะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้เศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งมีระดับการเติบโตเฉลี่ยสูงกว่า 5% ในปีที่ผ่านมา และมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้มากขึ้นอีกเกิดอาการสะดุดติดหล่มได้โดยง่าย
“เศรษฐกิจของบรรดาเสือแห่งอาเซียนกำลังร้อนแรงขึ้นในระดับที่รวดเร็วอย่างมาก และได้เป็นชนวนเกิดฟองสบู่ไปโดยปริยายแล้ว” รายงานจากธนาคารเครดิตสวิส สรุป
ความเห็นข้างต้นของเครดิตสวิสสอดคล้องกับคำเตือนด้วยความห่วงใยของชางยอง รีห์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ จากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ที่กล่าวว่า แม้ตัวเลขการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนในปัจจุบันจะทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ของภูมิภาคแห่งนี้จะเติบโตได้ 5.4% ในปีนี้ และ 5.7% ในปีหน้า แถมแผนการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 จะยังเป็นปัจจัยส่งเสริมมูลค่าการค้าและขยายภาคส่งออกได้อีก
แต่ภาวะฟองสบู่และปัญหาเงินเฟ้อ จะเป็นปัจจัยที่รัฐบาลในอาเซียนตลอดจนทั่วภูมิภาคเอเชียต้องเฝ้าตามติดและจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการดำเนินมาตรการใดๆ ก็ตาม เพื่อบรรเทาปัญหาเหล่านี้ ล้วนมีผลกระทบต่อการบริโภคของประชาชนที่จะส่งผลต่ออัตราการเติบโตของประเทศหนึ่งๆ ได้ทั้งสิ้น
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์ส รายงานว่า มาตรการคุมราคาอสังหาริมทรัพย์ในบางประเทศ เช่น สิงคโปร์และอินโดนีเซีย ตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำให้การเติบโตของตลาดในประเทศชะลอตัวลงแล้วเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากหลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าการมองเห็นสัญญาณฟองสบู่ภายในภูมิภาคอาเซียน ก็คือการมองเห็นว่าบรรดาผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับด้านการเงินของประเทศสมาชิกอาเซียนไม่ค่อยจะตื่นตัวต่อประเด็นฟองสบู่ และภาวะเงินเฟ้อสักเท่าไร จนอาจเรียกได้ว่า มาตรการนโยบายที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ ล้าหลังกว่าระดับแรงกดดันเงินเฟ้อที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
พรีเออร์แวนเดสฟอร์ดส์ กล่าวว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ นโยบายการเงินของอินโดนีเซีย ซึ่งมีลักษณะที่ผ่อนคลายมากเกินไปและบังคับใช้นานเกินไป ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศฟิลิปปินส์ ไทย และมาเลเซีย กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างเสี่ยงอันตรายกับปัญหาฟองสบู่ เนื่องจากดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกันกับอินโดนีเซีย
แม้อินโดนีเซียจะไหวตัวและพยายามยกระดับนโยบายการเงินให้เข้มงวดมากขึ้น แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นว่าอาจจะไม่ทันการได้ โดยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ดัชนีที่ใช้วัดระดับเงินเฟ้อพุ่งทะยานขึ้นไปที่ 5.9% สูงกว่าระดับที่ธนาคารกลางตั้งเป้าไว้ที่ 3.55.5% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 22 เดือน
และกลายเป็นความเสี่ยงต่อการใช้นโยบายกระตุ้นเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป และปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐที่ยังคงทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ไม่สดใส จนนักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าอาเซียน และภูมิภาคเอเชียโดยรวมยังจำเป็นต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นต่างๆ เพื่อรักษาระดับการเติบโต
ทั้งนี้ ดูเหมือนว่าบรรดา 10 ชาติสมาชิกอาเซียน จะเข้าใจและรับทราบถึงสัญญาณการเกิดฟองสบู่ในภูมิภาคเป็นอย่างดี เห็นได้จากการประชุมรัฐมนตรีการคลังแห่งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กรุงบันดาร์เสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่บรรดารัฐมนตรีคลังพากันเกริ่นเป็นนัยว่า แต่ละประเทศมีการตั้งทีมเฝ้าระวังสัญญาณภาวะฟองสบู่อย่างใกล้ชิดเรียบร้อยแล้ว
ราห์มัน อิบราฮิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนที่ 2 ของบรูไน ประเทศเจ้าภาพ กล่าวว่า นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก อาจส่งผลกระทบที่ไม่คาดคิดต่อภูมิภาคแห่งนี้ แต่อาเซียนยังคงมั่นใจว่าธนาคารกลางของชาติสมาชิกซึ่งมีทีมเฝ้าระวังติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด จะสามารถรับมือและจัดการกับฟองสบู่ได้อย่างรวดเร็ว
ความเห็นข้างต้น สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ นาโอยูกิ ชิโนฮาระ รองผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลและผู้มีส่วนรับผิดชอบทั้งหลายควรทำก็คือ การติดตามสถานการณ์ด้วยความระมัดระวังว่าตลาดพัฒนาไปทางไหนและเศรษฐกิจเติบโตไปอย่างไร เพื่อช่วยให้สามารถออกมาตรการจำเป็นที่สอดคล้องกับสถานการณ์ได้ทันที
ทั้งนั้น ทั้งนั้น แม้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจะเห็นว่า ความเสี่ยงของการเกิดฟองสบู่ในอาเซียนจะยังไม่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในเร็ววันนี้แน่นอน แต่ ชิโนฮาระ เตือนว่า การป้องกันหรือจัดการปัญหาฟองสบู่เสียแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด
เพราะเมื่อไรก็ตามที่ปัญหาฟองสบู่ปะทุขึ้นมาแล้ว ทุกอย่างย่อมเป็นการยากที่จะแก้ไขให้คลี่คลายลงได้ด้วยดี โดยที่ไม่ต้องมีใครเจ็บตัวได้







