
ญี่ปุ่นดาหน้าดัมพ์เงิน ตลาดเอเชีย-ไทยป่วน
เศรษฐกิจโลกในขณะนี้เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปัญหาในสหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู)
โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
เศรษฐกิจโลกในขณะนี้เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปัญหาในสหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู) ฝุ่นตลบยังไม่ทันจาง ญี่ปุ่นที่เป็นมหามิตรกับสหรัฐมานานก็เริ่มตีชิ่งหันกลับมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศตัวเองไม่ให้ดำดิ่งไปมากกว่านี้
รัฐบาลนายกรัฐมนตรี อาเบะ ตัดสินใจเลือกที่จะใช้วิธีอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบจำนวนมหาศาล เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งญี่ปุ่นถือเป็นประเทศเดียวของโลกในขณะนี้ที่ตกอยู่ในภาวะเงินฝืด ขณะที่ทั่วโลกต่างเตรียมเผชิญปัญหาเงินเฟ้อในระยะถัดไป
เมื่อทางออกของรัฐบาลญี่ปุ่นมีไม่มาก เพื่อเดินสู่เป้าหมายดันให้เกิดเงินเฟ้อให้ได้ 2% ภายใน 2 ปีข้างหน้า รัฐบาลจึงสร้างความตื่นตระหนกให้ตลาดด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มเติมอีกเดือนละประมาณกว่า 7 ล้านล้านเยน หรือราว 2.25 ล้านล้านบาท จากเดิมที่ 3.4 ล้านล้านเยน โดยมีวัตถุประสงค์หลักให้เงินไหลเวียนในระบบ ด้วยการเติมปริมาณเงินเข้าไปเป็น 2 เท่า
คราวนี้คนญี่ปุ่นเมื่อไม่จับจ่ายทำให้เศรษฐกิจเกิดเงินฝืด ก็จะเปลี่ยนเป็นเงินเฟ้อได้อีกไม่ช้า
ทว่าผลที่เกิดจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบที่มากเกินพอดี ได้ส่งผลข้างเคียงกับเงินเยน ขณะนี้เงินเยนอ่อนค่าใกล้ 100 เยน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของรัฐบาลก็เหมือนยืนอยู่บนทางสามแพร่ง เมื่อมีได้ก็ต้องมีเสีย
ทางหนึ่งแม้จะเป็นความมุ่งหวังที่ดีของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการให้เศรษฐกิจในประเทศขับเคลื่อนไปได้จากเงินที่เพิ่มเข้าสู่ระบบ ซึ่งแน่นอนเงินเยนต้องอ่อนค่า เพราะเงินมีจำนวนมหาศาล ค่าเงินก็ต้องลดลง ไม่ต่างจากกระดาษที่พิมพ์ออกมามาก ถือเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกญี่ปุ่นอีกทอดหนึ่ง ช่วยทำให้ผู้ส่งออกญี่ปุ่นมีรายได้กลับเข้าประเทศมากขึ้นจากเม็ดเงินรายได้ที่มากขึ้น
แต่อีกด้านหนึ่งญี่ปุ่นก็ต้องเผชิญกับเงินไหลออกของนักลงทุนต่างประเทศที่ไม่มั่นใจว่าสินทรัพย์ที่ถืออยู่นั้น จะด้อยค่าลงเมื่อใด
เงินที่ไหลออกจากญี่ปุ่นนั้น กลับยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดเงินตลาดทุนในกลุ่มประเทศเอเชียและไทย เพราะเงินคงไม่ไหลเข้าไปลงทุนในสหรัฐ หรืออียู มากดั่งเช่นแต่ก่อน ซึ่งเมื่อตลาดเงินตลาดทุนในเอเชียเกิดความผันผวน ญี่ปุ่นเองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะโดนลูกหลงจากบูเมอแรงที่เขวี้ยงออกไปกลับเข้าหาตัวเอง
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์ของญี่ปุ่นในขณะนี้ นายกรัฐมนตรี อาเบะ คงตัดสินใจแล้วว่า การเลือกวิธีอัดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อให้เงินเยนอ่อนค่า และนำไปสู่เงินเฟ้อในอนาคตนั้น ดีกว่าไม่ทำอะไร
เพราะอย่างน้อยกลุ่มผู้ส่งออกญี่ปุ่นก็ได้เปรียบจากเงินเยนที่อ่อนค่า โดยทำให้ค่าเงินเพื่อนบ้านแข็งค่า บิดตลาดช่วยตัวเอง
แต่กระนั้นญี่ปุ่นก็จะต้องเผชิญบททดสอบใหญ่ คือ เมื่อเงินเยนอ่อนค่ารวดเร็ว ก็ไม่มีนักลงทุนรายใดต้องการถือเงินเยน เพราะหากวันใดวันหนึ่งธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศมาตรการออกมาโป้งหนึ่ง ทำให้นักลงทุนอกสั่นขวัญแขวนก็จะเกิดการขายเงินเยนออกมาอีกระลอก
เชาว์ จึงเชื่อมั่นว่า สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าจากปัญหาเงินเยนนั้น น่าจะเป็นเพียงช่วงสั้น เพราะตลาดได้ตอบสนองการรับรู้ข่าวไปแล้ว แต่ทั้งหมดก็มีโอกาสเป็นไปได้อีก หากสหรัฐประกาศตัวเลขออกมาไม่ดี หรือญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายที่จะเข้าซื้อพันธบัตรอีก ก็ทำให้เงินเยนอ่อนค่าได้ ซึ่งเงินบาทที่แข็งค่าเด้งไปที่ระดับ 28.90 บาท/เหรียญสหรัฐนั้น ก็ถือว่ารับรู้ข่าวญี่ปุ่นไปแล้วระดับหนึ่ง
เชาว์ วิเคราะห์ว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากเงินเยนอ่อนค่าและเงินบาทแข็งค่าจากนี้ คือ ราคาสินค้าของผู้ส่งออกไทยไปยังญี่ปุ่นจะแพงขึ้น ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหารจากไทยเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ญี่ปุ่นก็นำเข้าอาหารจากประเทศอื่น ทำให้ไทยมีคู่แข่งเปรียบเทียบในด้านราคา และอาจเหนื่อยหนักเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนักอึ้งของนายกรัฐมนตรี อาเบะ ในปัจจุบันเป็นผลพวงของปัญหาที่กินเวลาลากนานกว่า 10 ปี รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจมาหลายรอบแต่เศรษฐกิจก็ยังไม่ฟื้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้โยงมาตั้งแต่ปี 2543 ญี่ปุ่นเจอปัญหาฟองสบู่ในทศวรรษที่ 90 ราคาที่ดินปรับตัวขึ้นมาก กระทั่งฟองสบู่แตกจึงเกิด โดมิโน เอฟเฟกต์ ต่อภาคสถาบันการเงิน
ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นจึงต้องประคับประคองเศรษฐกิจของตัวเองมาโดยตลอด แต่ก็ไม่เคยผ่านพ้นปัญหาไปได้ เพราะญี่ปุ่นเลือกวิธีประคองสถาบันการเงินที่มีปัญหาต่อไป โดยคาดหวังว่า มาตรการทางการคลังจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งต่างจากสหรัฐที่สั่งปิดสถาบันการเงินที่มีปัญหาเพื่อตัดเนื้อร้ายทิ้ง
ฝันร้ายที่เกิดขึ้นในอดีตกับญี่ปุ่น จึงเป็นผลที่ทำให้ความมั่นใจของคนในญี่ปุ่นที่มีต่อระบบเศรษฐกิจลดน้อยถอยลง คนญี่ปุ่นไม่กล้าใช้เงิน เมื่อคนกอดเงินเอาไว้ ก็นำมาสู่ภาวะเงินฝืดนานกว่า 10 ปี ขณะที่ระหว่างทางญี่ปุ่นยังเจอมหามิตรอย่างสหรัฐขอร้องให้ช่วยดูแลค่าเงินเยนเพื่อพยุงค่าเงินเหรียญสหรัฐ หลังจากสหรัฐเกิดซับไพรม์ แต่แล้วนายกรัฐมนตรี อาเบะ ก็กลับลำไม่ยอมให้เงินเยนแข็งค่า เพราะสุดท้ายต้องดูแลประเทศตัวเองให้อยู่รอดเสียก่อน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงเห็นเงินเยนแข็งค่าทั้งที่ไม่ได้สะท้อนสภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่แท้จริง
การผ่าทางตันสุดท้ายในวันนี้ของญี่ปุ่นจึงเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ตามธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เลือกใช้วิธีอัดเงินเข้าสู่ระบบมหาศาล เพราะไม่เช่นนั้นหากมัวแต่เอ็นดูเขาเอ็นเราก็คงขาด
ส่วนความกังวลที่ว่าญี่ปุ่นจะเป็นตลาดที่นักลงทุนเข้าไปเล่นแร่แปรธาตุกู้เงินเยน ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยเป็น 0% แล้วนำมาลงทุนหาผลตอบแทนสูงในตลาดอื่นหรือไม่นั้น นักวิชาการผู้นี้กลับมองว่า ระยะ 34 เดือนที่ผ่านมาไม่น่าเป็นไปได้
เพราะในตลาดหุ้นนักลงทุนต่างชาติกลับขายสุทธิ ส่วนอัตราการถือครองตราสารหนี้ก็เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อน ยังไม่เห็นสัญญาณผิดปกติ ซึ่งการจะทำแครี เทรดนั้น จะต้องเห็นสัญญาณการลงทุนในตลาดใดตลาดหนึ่งจำนวนมากทั้งตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้
แต่กระนั้นก็ไม่ควรประมาท เพราะมหาอำนาจของโลกทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นต่างบอบช้ำจากพิษไข้ หากออกมาตรการใดที่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้โลกได้ อาจต้องหนาวๆ ร้อนๆ ไปตามกัน
บรรดาผู้ส่งออกที่เป็นคนไทย และนักท่องเที่ยวนั้นต้องตระหนักในเรื่องนี้เป็นสำคัญ
เพราะปัจจุบันค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเยนนั้นแข็งค่าขึ้นมาหนักหน่วงถึง 4%
อัตราแลกเปลี่ยนกระโดดขึ้นมาจาก 35 บาทต่อ 100 เยน มายืนที่ระดับ 3031 บาทต่อ 100 เยนเข้าไปแล้ว
ถ้าปล่อยให้แข็งค่ามากขนาดนี้ บรรดาผู้ส่งออกก็ต่างหนาวไปตามๆ กันแน่







