
ต้องศึกษาไว้เป็นบทเรียน
เมื่อวานนี้เป็นวันครบรอบ 3 ปีของเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตถึง 26 คน บาดเจ็บ 265 คน เป็นอีกวันหนึ่งที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องบันทึกไว้ถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่ความรุนแรงจนก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากมาย บ้านเมืองเสียหายยับเยิน อันเนื่องมาจากการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง โดยมีประชาชนเป็นเพียงหมากที่ถูกจับมาเดินในเกมเท่านั้น เราน่าจะมาทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและใช้เป็นบทเรียน อย่าปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ อย่างน้อยชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ไม่ควรถูกนำมาสนอง “กิเลส” ของฝ่ายการเมือง
เมื่อวานนี้เป็นวันครบรอบ 3 ปีของเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่เพียงไม่กี่ชั่วโมงก็มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตถึง 26 คน บาดเจ็บ 265 คน เป็นอีกวันหนึ่งที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องบันทึกไว้ถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่ความรุนแรงจนก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากมาย บ้านเมืองเสียหายยับเยิน อันเนื่องมาจากการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง โดยมีประชาชนเป็นเพียงหมากที่ถูกจับมาเดินในเกมเท่านั้น เราน่าจะมาทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและใช้เป็นบทเรียน อย่าปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ อย่างน้อยชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ไม่ควรถูกนำมาสนอง “กิเลส” ของฝ่ายการเมือง
ก่อนจะสรุปบทเรียน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “การค้นหาความจริง” แต่ละฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนเองมีชุดความจริงของตัวเองซึ่งถูกต้อง ส่วนของคนอื่นไม่ถูกต้องเพราะไม่ถูกใจ บังเอิญผู้เขียนได้รับโอกาสให้เข้าร่วมในคณะอนุกรรม การตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ทำให้ได้รับทราบถึงวิธีการทำงานอย่างเป็นกลาง ตรงไปตรงมา เป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้โดยผู้ทรงคุณวุฒิ “มืออาชีพ” ทั้งด้านการแพทย์ การพิสูจน์หลักฐาน นิติวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ วัตถุระเบิด มีการเชิญบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน มาให้ข้อมูล ลงไปดูพื้นที่เกิดเหตุ ได้เห็นวิธีการในการตรวจพิสูจน์หลักฐานอย่างละเอียด การตรวจวิถีกระสุน ตรวจดีเอ็นเอ กองเลือด จุดที่ลูกระเบิดตก ฯลฯ ทุกอย่างทำอย่างเป็นระบบ ถกเถียงกันด้วยเหตุผลและหลักฐาน ทำให้เชื่อว่าข้อมูลที่ได้มาน่าจะใกล้เคียงความจริงมากที่สุดที่จะทำให้รายงานของ คอป.มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. 2553 ปรากฏความสูญเสียหลักอยู่ 2 แห่ง คือ บริเวณถนนดินสอ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา กับที่บริเวณถนนตะนาว ตั้งแต่สี่แยกคอกวัวจนถึงวงเวียนบางลำภู เหตุเกิดที่ถนนดินสอเวลากลางคืนประมาณ 20.30 น. มีทหารเสียชีวิต 4 นาย รวมทั้ง พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม จากสะเก็ดระเบิด เอ็ม67 ที่ขว้างมาจากบ้านโบราณตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็มีคนมาเก็บกระเดื่องระเบิดที่ตกอยู่ในบริเวณบ้านเพื่อไม่ให้มีหลักฐานหลงเหลืออยู่ ที่มุ่งสังหารนายทหารระดับคุมกำลังอย่างชัดเจน และมีการยิง เอ็ม79 มาตกบริเวณนั้นจนทำให้ทหารอีกคนเสียชีวิต ทำให้ทหารต้องถอนตัวปรับกำลังกันอย่างทุลักทุเล แต่ก็ถูกผู้ชุมนุมบล็อกไว้ที่สะพานวันชาติ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บไม่สามารถนำตัวส่งโรงพยาบาลได้เพราะถูกสะกัดกั้นจากผู้ชุมนุม กว่าจะพาออกมาได้ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง ทำให้ทหารบางคนได้รับการช่วยชีวิตไม่ทัน บางคนกลายเป็นคนพิการ ถือว่าเป็นการขัดกับสัญญาเจนีวาอย่างชัดเจน
ส่วนที่ถนนตะนาว สถานการณ์เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงบ่าย 13.30 น. จนกระทั่งถึงเวลา 21.30 น. แต่รุนแรงมากในช่วงเวลากลางคืนตั้งแต่เวลาประมาณ 20.00 น.เป็นต้นไป หลังจากที่ชายชุดดำกลุ่มหนึ่งมาปรากฏตัวในพื้นที่ มีทั้งการยิง เอ็ม79 เอ็ม16 ปืนอาก้า หรือ เอเค47 รวมทั้งใช้ระเบิดขว้างจากกลุ่มผู้ชุมนุมด้านสี่แยกคอกวัวไปยังทหารซึ่งอยู่ทางบางลำภู มีการใช้เลเซอร์พยายามชี้ตัวนายทหารที่คุมกำลัง สังเกตว่า ผู้ที่ใช้อาวุธสงครามนั้นเป็นไปอย่างชำนาญและโหดร้าย ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี และที่ถนนตะนาว ทหารตาย 1 นาย บาดเจ็บสาหัส 6 นาย บาดเจ็บเล็กน้อย 65 นาย
ทหารเสียชีวิตทั้งสองแห่งรวม 6 นาย บาดเจ็บสาหัสและเล็กน้อยหลายนาย ที่ถนนตะนาว อาวุธและกระสุนปืนบางส่วนของทหารถูกแย่งยึดไปได้ เช่น ปืนเอ็ม 6 ทราโว12 กระบอก พร้อมกระสุนอีก 2,000 กว่านัด ลูกซอง 35 กระบอก กระสุน 750 นัด ส่วนที่ถนนดินสอ ปืนเอ็ม16 13 กระบอก ปืนลูกซอง และกระสุนจำนวนหนึ่งถูกยึด การที่ทหารสูญเสียมากเช่นนี้ เพราะไม่ได้เตรียมตัวที่จะเผชิญเหตุรุนแรงดังกล่าว ทหารไม่คาดคิดว่าจะโดนตอบโต้ด้วยอาวุธสงครามอย่างรุนแรง
คณะอนุกรรมาธิการ ค้นพบว่า มีชายชุดดำหรือกำลังติดอาวุธจริง โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายชัดเจน รวมทั้งการบอกเล่าจากพยานบุคคล ที่ถนนตะนาว มีการยิงอาวุธสงครามโดยชายชุดดำที่ปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมจากด้านสี่แยกคอกวัวไปยังกลุ่มทหารด้านบางลำภูจริง โดยมีร่องรอยกระสุนปืนที่กระทบอาคารทางหลังและด้านข้างแต่ไม่มากนัก รวมทั้งรอยตกของลูกระเบิดขว้าง เอ็ม79 บนถนน อย่างไรก็ดี ปรากฏรอยกระสุนปืนจากด้านบางลำภูไปทางสี่แยกคอกวัวที่กระทบผนังอาคารซึ่งมีจำนวนมากที่ทหารยิงสวนกลับไป รอยกระสุนส่วนใหญ่ยิงในระดับเหนือกว่า 170 ซม. คือยิงเหนือหัว กับมีรอยกระสุนต่ำกว่าระดับ 170 ซม. ที่ทหารอ้างว่ายิงจริงเพราะป้องกันตัว สะกัดกั้นการบุกเข้ามาของผู้ชุมนุม หรือยิงเพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่ตกอยู่ในอันตราย ส่วนที่ถนนดินสอ รอยกระสุนส่วนใหญ่เป็นของทหารที่ยิงจากด้านสะพานวันชาติมาทางด้านอนุสาวรีย์ระหว่างการล่าถอยและสะกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุม ส่วนใหญ่ยิงเหนือระดับ 170 ซม. แต่มีที่ต่ำกว่านี้ด้วยเช่นกัน
เป็นที่น่าสังเกตว่า ฝ่ายเสนาธิการที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมมีการวางแผนล่วงหน้าและวางแผนอย่างดี อาทิ การระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูง 2 ต้นที่เชียงรากน้อย ในคืนวันดังกล่าว หากเสาไฟฟ้าแรงสูงล้มลง จะทำให้เกิดไฟดับใน กทม.ส่วนหนึ่ง ซึ่งผู้วางแผนคงมีแผนที่เตรียมก่อเหตุวุ่นวายในคืนนั้นมากกว่านั้น
นอกจากนั้น ในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. มีการใช้อาวุธสงครามอย่างกว้างขวางยิงใส่เป้าหมายพลเรือน เช่น ยิงอาร์พีจีใส่วัดพระแก้ว แต่ไปติดที่กระทรวงกลาโหมเสียก่อน ยิงใส่ถังน้ำมัน 2 แห่ง ซึ่งโชคดีไม่ระเบิด ยิงและขว้างระเบิดธนาคารกรุงเทพสาขาต่างๆ ทำเนียบรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเคยใช้เป็นที่ประชุม ครม. ที่ตั้งหน่วยทหาร เช่น กรมทหารราบที่ 1 รอ. กรมทหารราบที่ 11 รอ. อาวุธสงครามที่ใช้มากที่สุด คือ ลูกระเบิดขว้าง เอ็ม67 เครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม79 ลูกระเบิดขว้างอื่นที่ทำในจีน รัสเซีย เกาหลีใต้ รวมแล้วประมาณ 75 เหตุการณ์
สรุปได้ว่า คนที่ไปชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย. ไม่มีอาวุธ บางคนอาจมีปืนพกติดตัวที่ชักมายิงใส่ทหาร ส่วนใหญ่ใช้วิธีเอาอิฐตัวหนอนทุ่มใส่ทหาร ขว้างก้อนหินใส่ทหาร ใช้หนังสติ๊กยิง ใช้ไม้และไม้ไผ่เป็นอาวุธ ใช้บันไดผลักดันสู้กับทหาร แต่ตอนค่ำ คนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอาวุธสงครามเข้ามาปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมใช้อาวุธสงครามยิงใส่ทหารผู้ชุมนุมบางคนรับไม่ได้กับการกระทำดังกล่าวและประกาศว่าจะไม่ร่วมการชุมนุมอีก ไม่อยากตกเป็นเครื่องมือของใคร ส่วนใหญ่ไม่ได้ขัดขวางการปฏิบัติการของชายชุดดำเหล่านั้น แต่แกนนำบางคนน่าจะมีส่วนรับรู้แผนการดังกล่าว
3 ปีผ่านไป คดีของ พล.อ.ร่มเกล้า และทหารที่เสียชีวิตไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จนมีเสียงพูดกันว่า ถ้าทหารเสียหาย คดีไม่คืบหน้า แต่ถ้าทหารตกเป็นจำเลย คดีวิ่งไปเร็ว ชายชุดดำที่ปรากฏภาพถ่ายชัดเจน เพิ่งมีการแจ้งความเมื่อเร็วๆ นี้เองหลังจากมีข่าวว่าคนเหล่านั้นหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเรียบร้อยแล้ว “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” ซึ่งเวลานี้ตกเป็นจำเลยสังคม ต้องตอบข้อสงสัยเหล่านี้ให้ได้







