บก.จร.เคลียร์ชัดๆขับกระบะเล่นสาดน้ำ...ผิดกฏหมาย
“มันอันตรายครับ การนำถังน้ำขึ้นไปบนรถกระบะแล้วตระเวนเล่นน้ำสงกรานต์กัน ถือเป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นข้อนี้เราต้องห้ามอย่างเข้มงวดในสงกรานต์ปีนี้ครับ”
“มันอันตรายครับ การนำถังน้ำขึ้นไปบนรถกระบะแล้วตระเวนเล่นน้ำสงกรานต์กัน ถือเป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นข้อนี้เราต้องห้ามอย่างเข้มงวดในสงกรานต์ปีนี้ครับ”
พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) เกริ่นอธิบายถึงข้อห้ามการเล่นน้ำสงกรานต์ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงถึงความเหมาะสมกันอยู่ในขณะนี้ เพราะปีนี้จะห้ามรถกระบะบรรทุกน้ำให้คนไปตระเวนสาดน้ำกันทั่วพื้นที่
พล.ต.ต.ปิยะ ขยายความว่า ที่มาของข้อห้ามดังกล่าว เป็นเพราะเมื่อวิเคราะห์ถึงทิศทางอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) พบว่า รถกระบะที่บรรทุกน้ำมักจะสาดใส่คนปกติทั่วไป รวมถึงผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ทำให้รถเสียหลักและเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ รวมถึงสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ยิ่งการสาดน้ำใส่คนที่ไม่ต้องการเล่นด้วย หรือคนที่ต้องออกจากบ้านไปทำงาน แต่ต้องมาเปียกปอนก็ดูจะไม่เหมาะสม
“ควรจะเล่นในพื้นที่ที่หลายหน่วยงานจัดเตรียมไว้ให้ ทั้งตรอกข้าวสาร ย่านถนนสีลม หรือพื้นที่อื่นๆ ผมคิดว่าเท่านี้คน กทม.ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ส่วนข้อห้ามที่กังขากันเรื่องนำถังน้ำขึ้นรถกระบะ ก็ห้ามกันเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนเอง ในกรุงเทพฯ ห้ามเด็ดขาด ส่วนพื้นที่อื่นๆ ก็ต้องเข้มงวดเหมือนกัน” พล.ต.ต.ปิยะ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากฝ่าฝืนและห้ามกันแล้วยังไม่ฟัง ที่บอกว่าเข้มงวดก็จะเข้มจริงๆ
ผู้การปิยะ ย้ำชัดๆ ว่า หากเตือนแล้วยังไม่ฟัง ต้องจับกุมกันสถานเดียวเท่านั้น เพราะรถกระบะเล่นน้ำถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 ที่ห้ามไม่ให้บรรทุกสิ่งของที่อาจจะตกหล่น รั่วไหล และก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ปรับไม่เกิน 500 บาท
นอกจากนี้ ยังสามารถบังคับใช้โทษให้หนักขึ้นไปอีกได้ หากการเล่นน้ำบนรถนั้น ไปทำให้ผู้อื่นเกิดอุบัติเหตุทั้งบาดเจ็บเสียชีวิตหรือทำให้เสียทรัพย์สิน จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับ 2,000-1 หมื่นบาท
แต่...ใช่ว่าจะห้ามไปเสียทั้งหมด เพราะข้อห้ามดังกล่าวจะห้ามเฉพาะ “ถนนสายหลัก” หรือพื้นที่ที่ห้ามรถทุกชนิดเข้าไปเท่านั้น ส่วนตรอกซอกซอย หมู่บ้านต่างๆ ที่เล่นน้ำกันเป็นการเฉพาะจะยกเว้นให้ ถือว่าเป็นช่องทางที่พอจะสร้างความสนุกสนานให้กับประชาชนบ้าง
นอกจากข้อห้ามข้างต้นแล้ว เรื่องเมาแล้วขับก็ยังเป็นเรื่องที่ตำรวจต้องเข้มงวดเช่นกัน เพราะสถิติการเสียชีวิตในพื้นที่ กทม. ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีที่ผ่านมา พบว่ามีคนตายทั้งหมด 8 คน และส่วนใหญ่จะเกิดจากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ บางรายพบว่าดื่มสุราอย่างเมามายจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุทั้งบาดเจ็บและล้มตาย
“7 วันอันตรายปีก่อนของกรุงเทพฯ เสียหายทั้งทรัพย์สินรวมกว่า 17 ล้านบาท คนตายไป 8 คน บาดเจ็บจากอุบัติเหตุสาหัสอีก 22 คน ตัวเลขพวกนี้ พบว่าบางส่วนมีสุราเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ปีนี้ต้องเข้มงวดกว่าเดิม ตัวเลขต้องเป็นศูนย์ หรือให้น้อยลงกว่าเดิมให้ได้ โดยตำรวจจะเข้มงวดกับด่านต่างๆ ตลอด 7 วันอันตรายจะมีด่านตรวจทั่วกรุงไม่ต่ำกว่า 100 ด่าน” พล.ต.ต.ปิยะ กล่าว
ทั้งนี้ ตามกฎข้อบังคับที่ออกมาใหม่ หากพบเห็นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรถทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นคนขับหรือผู้โดยสาร จะต้องถูกจับอย่างไม่มีข้อละเว้น ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท รวมถึงอาจมีโทษจำคุกอีก 6 เดือน ในส่วนตัวคนขับก็ยังจะจับตรวจวัดแอลกอฮอล์เช่นกัน
“ตามกฎหมายห้ามดื่มสุราบนถนนเด็ดขาดรวมถึงในรถด้วย จะมาเป็นข้ออ้างว่าพี่แก้วน้องแก้ว นิดๆ หน่อยดื่มเล็กน้อย คงใช้ไม่ได้แล้ว” ผู้การปิยะ กล่าว
โปรดฟังอีกครั้ง...สงกรานต์รอบนี้ ความเข้มงวดของตำรวจจะเข้มข้นกว่าเดิมตามที่ย้ำเตือนกันไว้ ส่วนไหนที่ผิดจะจับทันที เพราะถือว่าได้เตือนกันไปแล้ว
“เล่นน้ำแต่พอสนุกครับ สืบสานประเพณี ข้อห้ามไหนที่ต้องห้ามก็อย่าทำ หากจะดื่มกินก็ขอให้ดื่มกันอยู่ที่บ้าน เหนื่อยก็พักผ่อนหลับนอน เพียงเท่านี้ก็จะหลุดรอดปลอดภัยครับ” พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวทิ้งท้าย


