
แดงทุบสงกรานต์ เงินสะพัดต่ำสุดรอบ 6 ปี ท่องเที่ยววูบสุดรอบ 3 ปี
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 1,213 ตัวอย่างระหว่างวันที่ 31 มี.ค.4 เม.ย. 2553 พบว่าคนไทยไม่มีการวางแผนไปท่องเที่ยวคิดเป็น 58.4% และมีแผนการท่องเที่ยวเพียง 16.8% โดยกิจกรรมที่นิยมทำในวันสงกรานต์มากที่สุดคือการทำบุญ รองลงมาเป็นซื้อสินค้า และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ในขณะที่ตัวเลขเงินสะพัดช่วงสงกรานต์บนปัจจัยพื้นฐานที่สถานการณ์การชุมนุมที่ยืดเยื้อแต่ไม่มีความวุ่นวายมากนัก จะทำให้มีการใช้จ่ายอยู่ที่ 9.81 หมื่นล้านบาท ลดลง 1.49% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่มีการทำสำรวจความเห็นเรื่องเทศกาลสงกรานต์
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ไม่คึกคักเมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา เป็นผลจากความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้คนไทยระมัดระวังการเดินทางท่องเที่ยว แต่จะเน้นการกลับบ้านจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าร่วมกับครอบครัวเท่านั้น ซึ่งหากเทียบกับตัวเลขเงินสะพัดในปีที่ผ่านมา จะสูญรายได้ไปประมาณ 7,0008,000 ล้านบาท
***อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามถึงผู้มีแผนจะไปท่องเที่ยวพบว่า นิยมเที่ยวในประเทศ 89.6% และต่างประเทศ 10.4% โดยกิจกรรมการท่องเที่ยวในประเทศมากที่สุด คือ ทะเล รองลงมา น้ำตก ภูเขา เพื่อสุขภาพ และท่องเทียเชิงอนุรักษ์ ส่วนการไปเที่ยวต่างประเทศ นิยมไปประเทศสิงคโปร์ ลาว มาเลเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและอิตลาลี
***นายธนวรรธน์ กล่าวถึง แผนการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2553 ไม่เปลี่ยนแปลง 46.1% ลดลงน้อย 26.9% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 19.8% เพิ่มขึ้นมาก 5.3% และลดลงมาก 2% โดยแบบสอบถามถึงแผนการใช้จ่ายที่นอกเหนือจากการท่องเที่ยว พบว่า นำไปทำบุญมากที่สุด 25.2% มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,646 บาท/คน รองลงมาเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค 20.9% มค่าใช้จ่าย 3,120 บาท คน ทำอาหารทานที่บ้าน 12.8% มีค่าใช้จ่าย 1,804 บาท/คน
“
การประเมินตัวเลขเงินสะพัดทำไว้ 3 กรณี คือ 1.หากเหตุการณ์คลี่คลายก่อนสงกรานต์ จะมีเงินสะพัด 1 แสนล้านบาท 2.ถ้าเหตุการณ์เหมือนปัจจุบันชุมนุมยืดเยื้อ มีเงินสะพัด 9.68 หมื่นล้านบาท และกรณีสุดท้าย มีเหตุการณ์รุนแรง จะมีเงินสะพัด 9.3 หมื่นล้านบาท”ขณะที่ด้านธุรกิจท่องเที่ยวก็เจ็บหนักไม่แพ้กัน เพราะคาดว่าสงกรานต์ปีนี้แย่สุดในรอบ 3 ปี คาดปีนี้รายได้สงกรานต์หาย 3 หมื่นล้านบาท
นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) ในฐานะโฆษกสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตตา) กล่าวว่า จากการเก็บสถิติตัวเลขนักท่องเที่ยว และยอดการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดจีนเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยต่ำสุดในรอบ 3 ปี และคาดว่า
อย่างไรก็ตามเฟตต้ายังไม่มีแนวคิดการยื่นหนังสือถึง นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การการท่องเที่ยวฯแต่อย่างใด เพราะไม่เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ในช่วงนี้เอกชนจึงได้แต่ทำใจยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเห็นว่าถ้าการชุมนุมเสื้อแดงยังยืดเยื้อ จะส่งผลต่อการฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย ทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณในการทำตลาดอีกครั้ง ซึ่งในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยได้เต็มที่ 14 ล้านคนเท่านั้น
นายเจริญ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีบริษัททัวร์หลายแห่งเริ่มมีปัญหาทางการเงิน เนื่องจากนักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางมา ซึ่งเฟตต้าอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล เพื่อเจรจาผ่อนผันกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) ในโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับความเดือนร้อนจากการปิดท่าอากาศยานสุรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อปี 2551 ซึ่งมีกำหนดการชำระเงินต้นในเดือนมิ.ย.นี้
ด้านนายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ถ้าการชุมนุมยืดเยื้อ เชื่อว่าจะกระทบต่อการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ประเทศไทยสูญรายได้เดือน เม.ย. ราว 3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเดือนนี้จะมีรายได้สะพัดสูงกว่าทุกเดือนเฉลี่ย 78 หมื่นล้านบาท เทียบกับทุกเดือนของปีเฉลี่ยที่ 5 หมื่นล้านบาท/เดือน เพราะนักท่องเที่ยวจีน ญี่ปุ่น นิยมเดินทางมาเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ของไทย
นายศักรินทร์ ช่อไสว ผู้จัดการทีเอชเอ กล่าวว่า ภาพรวมอัตราการเข้าพักโรงแรมรอบๆ พื้นที่การชุมนุมจำนวน 78 แห่ง คาดว่าจะมีอัตราการเข้าพักลดลง 30% ซึ่งขณะนี้ยอดการจองล่วงหน้าไม่มีเข้ามาใหม่ โดยอัตราการเข้าพักช่วงเทศกาลสงกรานต์ลดลงเฉลี่ย 2530% จากปกติ 5060%
นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช เลขาธิการสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า ได้รับรายงานจากบริษัททัวร์ในประเทศ พบว่ายอดการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทัวร์ปกติลดลง 40% และกลุ่มการจัดสัมมนาและนิทรรศกาลลดลง 20% หรือสูญเสียกว่า 1,000 ล้านบาท
นายประกิตติ์ พิริยะเกียรติ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. ได้เก็บรวบรวมสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พบว่าในวันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมา ลดลง 12% เทียบกับปี 2551 แต่ระหว่างวันที่ 14 เม.ย. พบว่าเพิ่มขึ้น 11% ซึ่งสะท้อนได้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวยังไม่ลดลง แต่เดินทางไปยังภูมิภาคอื่นแทนการเข้ากรุงเทพฯ
ทั้งนี้ททท.มองว่าหากการชุมนุมยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ซึ่งททท.ได้ปรับแผนการทำตลาด ในลักษณะ โปรดักส์ อัพเดต โดยเลื่อนการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับบริษัททัวร์ และนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนเม.ย.นี้จากเดิมแผนดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายปีนี้ เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ อิหร่าน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปึ่น ฯลฯ โดยมุ่งการประชาสัมพันธ์สินค้าทางการท่องเที่ยว พร้อมการปิดยอดขายและดึงนักท่องเที่ยวในแต่ละตลาดเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยทันที
อย่างไรก็ตามจากสถิติพบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่า กว่า 70% เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) โดยจองผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้ยอดการเดินทางผ่านบริษัททัวร์ลดลง ซึ่งภายในสัปดาห์นี้ ททท.เตรียมหารือร่วมกับทีเอชเอ แอตต้า กองกำกับการตำรวจท่องเที่ยว เพื่อวางระบบการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในกรณีที่มีความรุนแรง และต้องขนย้สยนักท่องเที่ยว เพื่อการเตรียมพร้อมกับสถานการณ์
นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศไทยหลังจากวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ลดลงจาก 3.45 หมื่นคนลงมาเหลือ 2.9 หมื่นคน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ลดลงจาก 28% ลงมาเหลือ 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการท่องเที่ยวเฉลี่ยวันละ 140150 ล้านบาท โดยเชื่อว่าหากการชุมนุมยืดเยื้อ 1 เดือนถึง 1 เดือนครึ่ง จะต้องปรับตัวเลขประมาณการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวใหม่จากเติบโต 12% ลงมาเหลือโตไม่เกิน 8% แต่หากการชุมนุมยืดเยื้อกว่านั้น ตัวเลขการเติบโตก็จะลดลงไปอีก
สำหรับแนวทางการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐบาล เตรียมเสนอให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ของบจากงบไทยเข้มแข็งจำนวน 500 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทย ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเชื่อว่าการออกไปชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะทำให้ต่างชาติเข้าใจและกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีกครั้ง







