posttoday
ตามคุ้ยเงินร้อน

ตามคุ้ยเงินร้อน

11 เมษายน 2556

ธปท.ให้แบงก์รายงานข้อมูลนักลงทุนคลังกำชับหน่วยงานรัฐห้ามกู้นอกยิ่งลักษณ์แนะดูแลเอสเอ็มอีใกล้ชิด

ธปท.ให้แบงก์รายงานข้อมูลนักลงทุนคลังกำชับหน่วยงานรัฐห้ามกู้นอกยิ่งลักษณ์แนะดูแลเอสเอ็มอีใกล้ชิด

นายกฯ สั่งดูแลค่าบาทหวั่นกระทบเอสเอ็มอี ธปท.ให้แบงก์รายงานข้อมูลผู้ลงทุน

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและเงินบาท ซึ่งแข็งค่าสูงสุดในรอบ 16 ปี มาอยู่ที่ 28.95 บาท/เหรียญสหรัฐ โดยมีตัวแทนจากกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เข้าร่วม

อย่างไรก็ตาม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ไม่ได้เข้าร่วมประชุม หลังการหารือ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สอบถามว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผิดปกติหรือไม่ และจำเป็นจะต้องออกมาตรการดูแลค่าเงินบาทเป็นพิเศษหรือไม่ จะส่งผลกระทบต่อส่วนใดบ้าง และรัฐบาลต้องช่วยเหลือเป็นพิเศษหรือไม่

ทาง ธปท. ได้รายงานให้ทราบว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้ทำหนังสือไปถึงสถาบันการเงินที่ดูแลหลักทรัพย์การลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อขอทราบรายชื่อของผู้ลงทุนว่าเป็นใครบ้าง ซึ่งจะช่วยให้ ธปท.ติดตามความเคลื่อนไหวและพิจารณามาตรการมาดูแลได้ดีขึ้น

นายประสาร ระบุว่า ธปท.จะติดตามอย่างใกล้ชิดว่า เงินที่ไหลเข้ามาเป็นเงินทุนประเภทใด มีการซื้อขายในลักษณะอย่างไร มีความผิดปกติหรือไม่ ก่อนจะพิจารณาออกมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ ธปท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“นายกฯ แสดงความเป็นห่วงกลุ่มเอสเอ็มอีที่อาจได้รับผลกระทบ ซึ่งหากจำเป็นก็จะพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม” นายประสาร กล่าว

ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้ชี้แจงหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องกู้เงินว่า ต้องไม่กู้เงินจากต่างประเทศ หน่วยงานใดที่มีเงินกู้ต่างประเทศก็ให้ลดจำนวนลง และเร่งการเบิกจ่ายเงินกู้ต่างประเทศให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ทั้งนี้ ในปี 2556 พบว่า หน่วยงานทั้งหมดมีสัดส่วนการจ่ายค่าสินค้าที่เป็นเงินตราระหว่างประเทศประมาณ 1 แสนล้านบาท


นอกจากนี้ด้านการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ล่าสุดได้หารือกับธปท.ถึงการผ่อนคลายเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้นักลงทุนมีความสะดวกมากขึ้น ส่วนเงินทุนจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในไทย ส่วนใหญ่จะไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถือเป็นการเข้ามาลงทุนในระยะยาว จึงไม่น่ามีความกังวล และต่อไปการออกพันธบัตรรัฐบาลจะวางเงื่อนไขให้ประชาชนรายย่อยสามารถเข้ามาซื้อได้ เหมือนกับนักลงทุนรายใหญ่ที่มักเข้ามาลงทุน

ผู้สื่อข่าวถามว่านอกจากการใช้มาตรการดอกเบี้ยในการสกัดเงินทุนไหลเข้า มีมาตรการอื่นๆที่หน่วยงารที่เกี่ยวข้องจะเลือกใช้เพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้าได้หรือไม่ ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่ามีมาตรการอื่นๆที่สามารถใช้ในการสกัดเงินทุนไหลเข้าและเคยใช้มาแล้วในอดีต อย่างไรก็ตามการใช้มาตรการรูปแบบดังกล่าวอาจเป็นการส่งสัญญาณว่าสถานการณ์ไม่ปกติ จนทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นในการ

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต้องมีการรายงานข้อมูลเงินที่ผ่านเข้ามาในตลาดเงินรายวันต่อธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) อยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้เงินที่เข้ามามากจะพักอยู่ในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้นระยะ 2 สัปดาห์1 เดือน เข้ามาแล้วก็นำเงินออกเพื่อหาส่วนต่างจากอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งหากมีการมองว่าเงินบาทจะแข็งในระยะถัดไปก็นำเงินมาลงทุนในตลาดนี้

ส่วนกรณีธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) ออกมาตรการผ่อนคลายมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้มีการขายสินทรัพย์เยน เชื่อว่าจากนี้ญี่ปุ่นไม่น่าจะมีมาตรการที่ส่งผลแรงต่อตลาดอีก แต่เป็นระยะที่ต้องคอยติดตาม เพราะผลที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากการคาดการณ์ว่าจะเกิดเงินเฟ้อเมื่อเยนอ่อนค่า ซึ่งเงินเฟ้อก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นตอนนี้

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน