
กลาโหม-กต.หนุนแก้ม.190
กลาโหม-กระทรวงการต่างประเทศประสานเสียงหนุนแก้ม.190 ชี้เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน
กลาโหม-กระทรวงการต่างประเทศประสานเสียงหนุนแก้ม.190 ชี้เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน
ตัวแทนจากส่วนราชการหลายหน่วยงานมีความเห็นสอดคล้องกันต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่ามาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญว่าด้วยการให้รัฐสภาเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเป็นปัญหาในการทำงาน โดยเฉพาะกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงต่างประเทศที่ต้องตอบคำร้องจากทุกกระทรวงที่มีต้องเจรจากับต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
นายวรเดช วีระเวคิน อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มีประเด็นปัญหาในทางปฏิบัติของส่วนราชการ โดยการไปเรจรจาระหว่างประเทศมีหลายขั้นตอน ประกอบกับการเสนอกรอบเจรจาจะมีปัญหาว่าการจะนำเสนอสู่ที่ประชุมรัฐสภาจะทำเสร็จทันกรอบเวลาที่ต้องไปเจรจาระหว่างปรเทศหรือไม่ รวมถึงการที่ต้องให้ประชาชนเข้าถึงเนื้อหาของหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม ก็มีคำถามว่าหนังสือสัญญาอะไรบ้างที่จะมีผลกระทบเช่นนั้น ดังนั้น ถ้าเราต้องการจะกำหนดหรือกำกับรัฐบาลก็ควรมีเนื้อหาที่ชัดเจนมากกว่านี้
“การกลั่นกรองนั้น ปัญหาปัจุบันคือการจะทำเอกสารลงนามใดๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ก็มาที่เราทั้งหมดเลย แม้เราจะได้เอาออกไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังเหลืออีกจำนวนมาก การที่รัฐสภาจะควบคุมการทำความตกลงนั้นก็สามารถทำได้ผ่านการตรวจสอบในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา” นายวรเดช กล่าว
นายไพฑูรย์ ขัมภรัตน์ อัยการพิเศษฝ่ายสถาบันกฎหมายอาญา สำนักงานวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด(อสส.) กล่าวว่า ควรมีโครงสร้างให้กับเขาด้วย ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญควรวินิจฉัยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ แต่ยังคงใช้ในเรื่องของสังคมและเขตแดน
ด้าน พล.ต.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ หัวหน้าอัยการ กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ปัญหาของมาตรา 190 สำหรับกระทรวงกลาโหมมีเฉพาะเกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กับรัฐบาลต่างประเทศ ทั้งนี้กระบวนการซื้ออาวุธของกองทัพจะใช้ระบบแบบรัฐบาลต่อรัฐบาลหรือที่เรียกว่าจีทูจี ซึ่งมีหลักการคือการซื้อขาจะไม่มีพ่อค้าคนกลางและแสวงหากำไร แต่เมื่อมีมาตรา 190 ที่ระบุเรื่องความผูกพันในเรื่องงบประมาณส่งผลให้มีอุปสรรคอย่างมากเนื่องจากมีบทบัญญัติกำหนดให้ต้องเผยแพร่ข้อมูลต่อประชาชน ทั้งที่ข้อมูลส่วนนี้จะต้องปิดเป็นความลับเพื่อความมั่นคง
“การเอาหลักปรัชญามาตร190 ที่สืบเนื่องมาจากการทำเอฟทีเอมาใช้กับการทหารนั้นทำให้การทำงานและการพัฒนาอาวุธเป็นอุปสรรคอย่างมาก ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลจะต้องทำกฎหมายลูกภายใน1ปีแต่ปรากฎว่าไม่มีรัฐบาลดำเนินการ” พล.ต.กฤษณะ กล่าว
พล.ต.กฤษณะ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้มีความเห็นว่าจะเป็นไปได้หรือที่จะแก้ไขการเข้าชื่อของสส.และสว.เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 สามารถทำได้ง่ายมากขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ว่าจะต้องใช้สมาชิก 1 ใน 10 จากจำนวนที่มีอยู่ของรัฐสภา เพื่อให้กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ต้องมารับภาระการให้ความเห็นในเรื่องหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องเสนอรัฐสภามากเกินไปเหมือนที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
ขณะที่ การประชุมคณะกมธ.พิจาณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และ 237 เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองที่มีนายดิเรก ถึงฝั่ง สว.นนทบุรี เป็นประธาน ปรากฏว่ายังไม่สามารถลงรายละเอียดในรายมาตราได้ เนื่องจากได้เตรียมเชิญนายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา และ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเคยเป็นพยานที่ไปให้ถ้อยคำต่อศาลรัฐธรรมนูญมาให้ข้อมูลถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 68 พร้อมกับตัวแทนจากสำนักงงานอัยการสูงสุดให้มาชี้แจงว่าหากให้อำนาจอัยการเป็นผู้กลั่นกรองคำร้องก่อนส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพียงฝ่ายเดียวจะมีปัญหาหรือไม่ ทั้งนี้ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกมธ.เสนอแนวคิดว่าอาจจะกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจนอัยการจะต้องพิจารณาคำร้องตามมาตรา 68 ให้เสร็จภายในกี่วันเพื่อป้องกันไม่ให้อัยการถูกมองว่าประวิงเวลา







