
กำปงตักวา
การสูญเสียชีวิตของผู้ปฏิบัติหน้าที่ระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาและป้องกันจังหวัด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับอื่นๆ และประชาชนทั่วไป ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของการสร้างเสริมสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ถึงแม้จะมีแนวทางการเจรจาแบบเผชิญหน้ากับกลุ่ม BRN และกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงระดับความรุนแรงที่มีมากขึ้น
การสูญเสียชีวิตของผู้ปฏิบัติหน้าที่ระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาและป้องกันจังหวัด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับอื่นๆ และประชาชนทั่วไป ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกของการสร้างเสริมสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ถึงแม้จะมีแนวทางการเจรจาแบบเผชิญหน้ากับกลุ่ม BRN และกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงระดับความรุนแรงที่มีมากขึ้น
โดยทั่วไปการเจรจานับว่าเป็นเพียงหนทางปลายน้ำที่หากจะต้องสร้างหลักการเบื้องต้นที่สำคัญที่ปรากฏเสียก่อน ได้แก่ ทุกฝ่ายต้องมีความไว้วางใจ และที่สำคัญ คือ ตัวแทนที่เจรจาของแต่ละฝ่ายมีราคาเพียงพอหรือไม่ หรือมีน้ำหนักที่จะนำมาซึ่งผลของการเจรจาที่บรรลุเป้าหมายประสบความสำเร็จ ซึ่งผู้มีสิทธิได้เสียโดยตรงคือประชาชนในพื้นที่
ก่อนหน้านี้รัฐบาลอภิสิทธิ์มีแนวทางที่น่าสนใจ กล่าวคือ มีหน่วยงานสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบโดยตรง คือ กอ.รมน.ภาค 4 ศอ.บต. รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ โดยเฉพาะสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีการทำงานในเชิงบูรณาการ สนธิกำลัง เน้นการเมืองนำการทหาร ในมิติของการเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ให้ความสำคัญในวิถีชีวิตมุสลิม โดยมีภารกิจแรกต้องบรรลุเป้าหมายก่อน คือ การได้ประชาชนเป็นแนวร่วมที่มีทั้งขวัญและกำลังใจโดยใช้ยุทธวิธี “กำปงตักวา” หรือ สันติสุขที่ยั่งยืน ให้บังเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ใช้มิติทางด้านศาสนาเป็นศูนย์กลางแห่งการสร้างความเข้าใจ
ดังนั้น พินิจการเมืองวันนี้จึงขอนำเสนอสาระสำคัญของ “กำปงตักวา” คือ (เป็นแนวทางส่วนหนึ่งของ CM Model ของ เสรี ศรีหะไตร รอง ผวจ.ปัตตานี)
1.ใช้ตัวแบบทางวิชาการเรียกว่า Case Management – CM Model มุ่งเน้นศึกษาวิเคราะห์ถึงวิธีความเชื่อและศรัทธาของคนไทยมุสลิม การตั้งเป้าหมายสูงสุดในการทำงานการใช้ SWOT เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงาน เน้นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่ประชาชนเป็นผู้กำหนดปัจจัยแห่งความสำเร็จ แน่นอนว่าเน้นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
ทว่า แนวทางนี้ต้องใช้ความอดทนอย่างมาก ที่ต้องให้มีการจัดทำประชาคมที่ถูกต้องสมัครใจ เป็นไปตามแนวทางที่ประชาชนเป็นผู้เจรจาหลักแสดงความต้องการโดยตรง ไม่ผ่านตัวแทน ที่สำคัญ คือ ร่วมกันการสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขบนแนวทางการประชาคมแบบเผชิญหน้า เพื่อแสดงถึงความตั้งใจจริงของฝ่ายรัฐบาล ดังนั้นการสร้างเวทีสาธารณะพูดคุยกัน ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ
2.แนวคิด “ทุนศรัทธากำปงตักวา” โดยสรุป คือ ผู้คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียว และเชื่อมั่นในสิทธิอำนาจเด็ดขาดของพระองค์เพียงผู้เดียว และเป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ ฉะนั้น “ทุนศรัทธา” ที่มีอยู่กับคนในพื้นที่ ถือเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ต่อการพัฒนาและการเสริมสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดียิ่ง มีองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
1.มองความจริงของสังคม คือ ความต้องการของจิตใจภายในเป็นผู้กำหนดวัตถุ และจิตใจเป็นผู้ตัดสินใจในพฤติกรรมที่ตนแสดงออกมา หากจิตใจดำรงคงอยู่ในกรอบของพระองค์อย่างมั่นคงแล้วพฤติกรรมที่แสดงออกมาย่อมสันติ
2.มองว่า “การพัฒนาและแก้ไขปัญหาเริ่มต้นที่ปัจเจกบุคคลก่อน” เมื่อคนอยู่ในกรอบของศาสนาที่เที่ยงแท้แล้ว ครอบครัว สังคม และประเทศชาติจะพบสันติสุขที่ยั่งยืน
3.พระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างธรรมชาติทั้งมวล มนุษย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มนุษย์ต้องปรับแก้ตนเองให้เข้ากับธรรมชาติ มนุษย์แตกต่างจากสัตว์ คือ “มีปัญญาและคุณธรรม”แต่ความเหมือนกันก็คือ หิว กิน สืบพันธุ์ หลับนอน หนีภัย
4.ใช้อุดมการณ์ศาสนาเป็นแนวทางหลักในการสร้างสันติสุขทั้งมวล
3.การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้
ทุกศาสนาย่อมมีวัฒนธรรมการปฏิบัติที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ดังนั้นการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเคารพและให้เกียรติบนความแตกต่างในทุกกิริยาบทระหว่างกัน ตลอดจนต้องร่วมกันสร้างความเสมอภาคในเรื่องสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน
4.หากทุกศาสนาได้ทำหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ประการสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ ต้องมีการสอดประสานระหว่างศาสนิกที่ต่างศาสนาด้วย การสอดประสานระหว่างศาสนิกไม่ใช่การบูรณาการหลักคำสอนหรือนำคำสั่งสอนมาหลอมให้เป็นอันเดียวกัน และไม่ใช่การผสมกลมกลืนทางศาสนา แต่การสอดประสานในที่นี้หมายถึง การสร้างความสัมพันธ์มิตรไมตรีที่ดีต่อกัน มีการพูดคุย พบปะ เสวนา แลกเปลี่ยนในองค์ความรู้ ประสบการณ์ที่ดีงาม การร่วมคิด ร่วมวางแผน และร่วมตัดสินใจในข้อปัญหาต่างๆ ระหว่างศาสนิกที่ต่างศาสนา การสอดประสานต้องเปิดใจกว้างที่จะรับรู้รับฟังอย่างมีเหตุมีผล
ทั้งนี้ เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า หากทุกศาสนาได้ทำหน้าที่ตามภารกิจของศาสนาด้วยจิตสำนึกแห่งความศรัทธาที่สมบูรณ์ จนสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนในสังคมให้เป็น “คนดี” ตามเจตนารมณ์ของศาสนาด้วยแล้ว “สันติสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน”
ดังนั้น ความท้าทายการแก้ปัญหาไม่ใช่จบลงที่การเจรจา หากแต่ต้นน้ำมีการนำมิติศาสนามาสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน ขอนำกรอบความเชื่อ ความศรัทธาของพี่น้องชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่ ในฐานะที่เป็นคนไทยกลุ่มใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาศึกษาและวิเคราะห์เป็นเฉพาะรายกรณี โดยเน้นการใช้ตัวแบบ CM Model (การบริหารจัดการเฉพาะกรณี) เป็นแนวทางศึกษาและวิเคราะห์หลักศรัทธาโดยนำมิติศาสนาเป็นแนวทางพัฒนาและแก้ปัญหา ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายสูงสุด คือ “สันติสุขที่ยั่งยืน” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั่นเอง







