posttoday
แก้รัฐธรรมนูญเป็นประโยชน์อย่างไร?

แก้รัฐธรรมนูญเป็นประโยชน์อย่างไร?

10 เมษายน 2556

แม้จะเป็นข่าวน้อยกว่าการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แต่การแก้รัฐธรรมนูญที่เพิ่งผ่านวาระ 1 ของรัฐสภาในต้นสัปดาห์ให้หลังอาจจะมีผลพวงที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่ามาก

แม้จะเป็นข่าวน้อยกว่าการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แต่การแก้รัฐธรรมนูญที่เพิ่งผ่านวาระ 1 ของรัฐสภาในต้นสัปดาห์ให้หลังอาจจะมีผลพวงที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่ามาก

ร่างแก้ไขมาตรา 190 ตัดเรื่องเศรษฐกิจออกไป!คือลบ “...มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ...” ทั้งๆ ที่ในโลกปัจจุบันการทำสัญญากับต่างประเทศจะมีผลกระทบอย่างมากต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดจนภาคธุรกิจและการเกษตร FTA กับจีนในอดีตเป็นบทเรียนเจ็บปวดที่หลายคนยังจำได้ ต่อไปจะได้ไม่ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและรัฐสภาก่อนดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องมีการเยียวยาที่รวดเร็วและเหมาะสม...

การแก้ไขนี้จึงไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นธรรม แต่เป็นประโยชน์กับผู้กุมเสียงข้างมากที่สามารถใช้อำนาจรัฐหาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้องอย่างสะดวกกว้างขวางและมากมายยิ่งขึ้น ตัวอย่างในอดีต เช่น ที่ Exim Bank ของไทยให้เมียนมาร์กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ เพียงเพื่อสนับสนุนการเงินเพื่อให้บริษัทที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลไทยตอนนั้นได้สัมปทานดาวเทียมจากรัฐบาลเมียนมาร์ แล้วคนไทยต้องมาควักเนื้อเอาภาษีอากรมาช่วยชดเชยดอกเบี้ยที่ต่ำ นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่เห็นความเชื่อมโยงชัดเจนของการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตนของผู้กุมอำนาจรัฐ

ร่างแก้ไขมาตรา 190 ตัดเรื่องอธิปไตยนอกอาณาเขต ซึ่งรวมถึงพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เดิม “...เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ...” ลดเหลือเพียง “อาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐ” โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2555 เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2555 ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่อง แผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติระยะยาว (พ.ศ. 2555-2573) ซึ่งระบุว่าจะต้องมีการเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทยกัมพูชาให้เสร็จภายในสิ้นปี 2556 แม้ภายใต้มาตรา 190 เดิมก็น่าเป็นห่วงอยู่แล้ว เพราะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน 2 ชั้น ที่ผู้มีอำนาจเบื้องหลังรัฐบาลนี้มีความสนิทชิดเชื้อกับนายกฯ ฮุนเซน แล้วยังมีส่วนในสัมปทานธุรกิจปิโตรเลียมในพื้นที่นั้นอีก ทั้งการเจรจาภายใต้กรอบของ MOU43 ก็เป็นโครงสร้างที่เสี่ยงต่อความไม่โปร่งใสอยู่แล้ว

ร่างแก้ไขมาตรา 68 ตัดทอนสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญของประชาชนให้ตกอยู่เพียงกับบุคคลที่อาจจะไม่มีความเป็นกลาง คือ ตัดสิทธิร้องเรียนโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเองได้ตีความยืนยันเมื่อเร็วๆ นี้ว่าพึงทำได้) ให้เหลือไว้เพียงการร้องผ่านอัยการสูงสุด ซึ่งสุ่มเสี่ยงว่าจะไม่มีความเป็นอิสระ ไม่ดูแลผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นการเปิดทางผ่านไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญแบบล้างทั้งฉบับที่ยังคาอยู่วาระ 3 ในรัฐสภา คือ การแก้ไขด้วยการตั้ง ส.ส.ร. โดยแทบจะไม่มีกรอบการร่างเสมือนตีเช็คเปล่าให้แก้ไขอะไรก็ได้ ซึ่งก็มีกระแสข่าวพูดถึงการลดบทบาทอำนาจฝ่ายตุลาการ

อัยการสูงสุดเป็นองค์กรตามบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่การกระทำหลายครั้งที่ผ่านมาทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลง เช่น การไม่ฟ้องผู้ต้องหาทีมทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กรณีนำถุงขนมที่มีเงินสด 2 ล้านบาท ไปฝากเจ้าหน้าที่ศาลฎีกา (โดยอ้างภายหลังในการสืบสวนว่าตั้งใจให้เป็นถุงช็อกโกแลต) หรือกรณีการถอนฟ้องพระสงฆ์วัดดังแห่งหนึ่ง ที่คืนทรัพย์สินและยอมเขียนแก้คำสั่งสอนไม่ให้ขัดกับหลักพุทธธรรม ในขณะที่ศาลอาญากำลังจะตัดสินหลังจากถูกตัดสินผิดในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไปแล้ว เสมือนกับผู้ร้ายที่ขโมยของแล้วเมื่อถูกจับและกำลังจะถูกลงโทษก็คืนของ ให้ถือว่าไม่ได้ทำผิดอะไร

นอกจากนี้ ยังมีความสุ่มเสี่ยงว่าอัยการอาวุโสหลายท่านจะขาดความเป็นอิสระ เพราะเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ เช่น ปตท. การบินไทย หรือธนาคารกรุงไทย บางท่านเป็นถึง 2-3 แห่ง และยังเป็นกรรมการย่อยในบอร์ดใหญ่อีกด้วย นอกจากการใช้เวลาราชการซึ่งทำให้เสียเวลาพิจารณางานอัยการอย่างถี่ถ้วนแล้ว ท่านยังรับค่าตอบแทนจากรัฐวิสาหกิจซึ่งสูงมากๆ เช่น กรรมการ ปตท. ในปี 2555 ได้รับค่าตอบแทนถึง 3,146,250 บาท โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นในสัปดาห์นี้กำลังจะเพิ่มเพดานค่าตอบแทนให้เป็นเทียบเท่าประมาณ 4.4 ล้านบาทต่อปี ผลตอบแทนที่สูงมากเช่นนี้อาจทำให้เกิดหนี้บุญคุณ ภาระผูกพันในระบบอุปถัมภ์แบบไทยๆ เกิดเป็นผลประโยชน์ขัดแย้งในการทำหน้าที่อัยการแผ่นดินได้

เนื่องจากพื้นที่จำกัดจึงไม่สามารถวิเคราะห์การแก้ไขมาตรา 237 ที่ตัดวงจรความรับผิดชอบของกรรมการบริหารพรรคการเมือง เรื่องการยุบพรรคการเมือง และการแก้ไขให้วุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้ง และอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันมากกว่า 1 วาระ ทำให้วุฒิสภาขาดความเป็นกลาง เพราะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเลือกตั้งในกลุ่มเสียงข้างมากที่เป็นรัฐบาล ทั้งยังเพิ่มจำนวนสมาชิกทั้งหมดจากเดิม 150 เป็น 200 คน ทำให้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงข้างมากที่มีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก

ทั้งหมดนี้ชี้ชัดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นโทษต่อประชาชนและภาคธุรกิจ และเป็นประโยชน์ยิ่งยวดกับผู้เป็นเจ้าของธุรกิจการเมืองในพรรคที่กุมเสียงข้างมากนำไปสู่เผด็จการรัฐสภาที่สวมเสื้อคลุมประชาธิปไตย ซึ่งอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าเผด็จการทหารเสียด้วยซ้ำ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท