
เหตุคิดที่องค์การเภสัชกรรม
ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวองค์การเภสัชกรรมถูก “ถล่ม” หนัก จากการที่ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าไปทำการสอบสวนองค์การเภสัชกรรมด้วยข้อหาสงสัยว่าจะมีการทุจริตสองเรื่อง คือ เรื่องการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ล่าช้า และการจัดซื้อตัวยาพาราเซตามอลที่มีการ “ปลอมปน” มาสต๊อกไว้เป็นจำนวนมาก
ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวองค์การเภสัชกรรมถูก “ถล่ม” หนัก จากการที่ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าไปทำการสอบสวนองค์การเภสัชกรรมด้วยข้อหาสงสัยว่าจะมีการทุจริตสองเรื่อง คือ เรื่องการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ล่าช้า และการจัดซื้อตัวยาพาราเซตามอลที่มีการ “ปลอมปน” มาสต๊อกไว้เป็นจำนวนมาก
ข่าวดังกล่าวสำหรับคนทั่วไปอาจจะเห็นว่าเป็น “วีรกรรม” ของรัฐมนตรีที่กำลังจะจัดการกับการทุจริตอย่างเฉียบขาดและกล้าหาญ แต่ถ้าติดตามความเป็นมาและเบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องนี้แล้ว ข้อสรุปอาจเป็นตรงข้าม
ในฐานะที่เคยเป็นประธานองค์การเภสัชกรรมอยู่เป็นเวลา 5 ปีเศษ และได้พ้นตำแหน่งมาแล้วหนึ่งปีเศษ พอจะทราบ “ความจริง” ของเรื่องนี้อยู่พอสมควร จึงใคร่ขอเสนอข้อเท็จจริงเพื่อให้สาธารณชนได้ทราบและพิจารณา
ขอเริ่มด้วยเรื่องยาพาราเซตามอล ตามข่าวระบุว่าองค์การเภสัชกรรมมีการจัดซื้อวัตถุดิบสำหรับผลิตยานี้จำนวนถึง 148 ตัน จากโรงงานผลิตในสาธารณรัฐประชาชนจีน ต่อมาโรงงานเภสัชกรรมทหารตรวจพบว่า วัตถุดิบดังกล่าวมีการ “ปลอมปน” จึงน่าสงสัยว่าการจัดซื้อจะมีเงื่อนงำหรือพูดง่ายๆ ว่า อาจจะมีการทุจริตในการจัดซื้อยาจำนวนมากมายครั้งนี้
ความจริงในเรื่องนี้ ต้องสืบย้อนไปเมื่อราวสองปีมาแล้ว มีข่าวการพบเส้นลวดอยู่ในเม็ดยาพาราเซตามอล ขององค์การเสภัชกรรม จนเป็นข่าวสั่นสะเทือนเก้าอี้ของผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เมื่อมีการตรวจสอบจึงพบว่า ยาดังกล่าวผลิตจากโรงงานของเอกชน ซึ่งองค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ว่าจ้างให้ผลิต การที่พบเศษเส้นลวดอยู่ในเม็ดยา ตรวจสอบพบว่าน่าจะเป็นเส้นลวดจาก “แร่ง” ที่ใช้ร่อนผงยา ขาดและหลุดติดเข้าไปในกระบวนการผลิต ซึ่งปกติเม็ดยาที่มีเส้นลวดติดเข้าไปเช่นนี้ จะถูก “ดีดออก” โดยเครื่องอัตโนมัติ แต่เครื่องตรวจคัดอัตโนมัติเกิดไม่ไวพอ ทำให้เม็ดยานั้นหลุดรอดไปจนสู่เส้นทางจำหน่ายถึงลูกค้า
ตอนนั้นก็มีคำถามว่าทำไมองค์การเภสัชกรรมไม่ยอมผลิตยานี้เอง แต่ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นนโยบายของคณะกรรมการหรือบอร์ดองค์การเภสัชกรรมก่อนหน้านั้น ต้องการให้องค์การเภสัชกรรมมุ่งไปผลิตยาที่ผลิตยากและราคาสูง และให้เลิกผลิตยาพื้นๆ อย่างพาราเซตามอล
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีการเรียกคืนยาล็อตนั้นทั้งหมด และให้มีการปรับปรุงการผลิตโดยเพิ่มเครื่องตรวจคัดยาอัตโนมัติให้มากขึ้น และองค์การเภสัชกรรมก็มีดำริที่จะกลับมาผลิตยาพาราเซตามอลเอง
ต่อมาเกิด “มหาอุทกภัย” เมื่อ พ.ศ. 2554 เกิดภาวะขาดแคลน “ยาจำเป็นพื้นฐาน” คือ น้ำเกลือและน้ำยาล้างไต เป็นต้น ทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความมั่นคงในการผลิตยาอย่างพาราเซตามอล ช่วงนั้นเองที่มีการสั่งซื้อตัวยาพาราเซตามอลเข้ามาสำรองและเตรียมการผลิต โดยมีการปรับปรุงโรงงานเดิมเพื่อการนี้ด้วย ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้องค์การเภสัชกรรมเพิ่มการสำรองยาที่องค์การเภสัชกรรม และตามภูมิภาคต่างๆ เพื่อมิให้เกิดปัญหาขาดแคลนยาจำเป็นในยามวิกฤต
ตัวยาพาราเซตามอลที่ซื้อ ซื้อจากบริษัทผู้ผลิตที่อยู่ใน “บัญชีผู้จำหน่ายที่ผ่านการตรวจสอบรับรองแล้ว” ขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งบริษัทที่จะอยู่ในบัญชีดังกล่าวได้ จะต้องมีการตรวจสอบหลายขั้นตอน ทั้งการตรวจโรงงาน และตรวจผลิตภัณฑ์ที่จะจัดซื้อ โดยมีการนำมาทดลองผลิตก่อนด้วย ช่วงนั้นมีมติคณะรัฐมนตรีอนุญาตให้จัดซื้อโดยวิธีพิเศษได้ แต่องค์การเภสัชกรรมก็เลือกใช้วิธีจัดซื้อตามปกติ เพื่อป้องกันข้อครหา ในที่สุดได้ผู้ผลิตจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นโรงงานชั้นนำและได้มาตรฐานสากล สามารถส่งตัวยาไปจำหน่ายจำนวนมากทั้งในสหรัฐและอียู
การที่มีการตรวจพบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน เป็นเรื่องปกติในการค้าขายทั่วไป ดังปรากฏว่าแม้แต่รถยนต์ราคาแพงก็มีข่าวความบกพร่องจนต้องเรียกคืนสินค้าจำนวนมากเป็นครั้งคราว กรณียาพาราเซตามอลขององค์การเภสัชกรรม เมื่อมีการตรวจรับสินค้าก็มีการสุ่มตรวจตามมาตรฐาน คือตรวจตามจำนวนที่คิดคำนวณทางสถิติ และตรวจจากตำแหน่งที่มาตรฐานสากลกำหนด ซึ่งไม่พบความผิดปกติ จึงมีการชำระเงินตามสัญญา
ต่อมาเมื่อพบว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน บริษัทก็รับคืน ครั้งที่มีการจัดซื้อยาจากการทำซีแอล ได้ยาราคาถูกมาก ถูกกว่าบริษัทเจ้าของสิทธิบัตรราว 70 เท่า เราก็มีการตรวจคุณภาพอย่างเข้มงวด และพบว่ายาบางล็อตไม่ผ่านการตรวจคุณภาพ ก็มีการส่งคืน ยาที่จะส่งให้โรงพยาบาลไปจ่ายให้คนไข้จะต้องผ่านการตรวจรับรองอย่างเข้มงวดแล้วเท่านั้น กรณียาพาราเซตามอลจึงเป็นกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว เป็นปกติวิสัย
ทราบว่า เรื่องนี้มีการชี้แจงกันแล้วหลายครั้งหลายเวทีหลังจากปรากฏเป็นข่าว และเรื่องก็ควรจะจบไปแล้ว แต่กลับไม่จบและกลับลุกลามบานปลาย ทั้งส่งเรื่องให้ดีเอสไอเข้าไปสอบ ซึ่งดีเอสไอก็ “รับลูก” เริ่มไปสอบทันทีในวันรุ่งขึ้น และยังให้บอร์ดขององค์การเภสัชกรรมตั้งคณะกรรมการสอบด้วย
อันที่จริงตามพระราชบัญญัติองค์การเภสัชกรรม รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้องค์การเภสัชกรรมชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งก็ได้มีการชี้แจงจนกระจ่าง แล้วถ้าเห็นว่าเป็นความผิดก็สามารถสั่งลงโทษ ปลดผู้บริหารได้ตามอำนาจหน้าที่
การที่รัฐมนตรีส่งเรื่องให้ดีเอสไอเข้าไปสอบเช่นนี้ และมีการออกข่าวครึกโครมเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อองค์การเภสัชกรรมโดยรวม และอาจทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย น่าสงสัยว่า วิธีการของ รมว.สาธารณสุขที่กระทำกับองค์การเภสัชกรรมเช่นนี้ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ และเป็นสิ่งที่ผู้บริหารที่ดีพึงกระทำหรือไม่
บัดนี้ สหภาพแรงงานองค์การเภสัชกรรมก็ออกแถลงการณ์แล้วว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการทำลายภาพลักษณ์ขององค์การเภสัชกรรม ทำให้สาธารณชนเสื่อมความเชื่อถือ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้สาธารณชนเชื่อถือเป็นเรื่องต้องใช้เวลาและความเพียรพยายามอย่างมาก ควรหรือที่จะมาถูกทำลายโดยผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่ไม่เคยทำประโยชน์ให้แก่องค์การเภสัชกรรมเลยเช่นนี้







