
ใครได้ประโยชน์
สัปดาห์ที่แล้ว มีผู้อ่านหลายท่านบ่นมาว่าบทความที่แล้วจบเร็วไป เพราะอยากได้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์เพิ่มเติมของ พ.ร.บ.ไทยแลนด์ 2020 และอยากให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าทำไปแล้วประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่านหลายท่านเป็นผู้นำองค์กรและเป็นระดับอธิบดีในหลายกระทรวง โดยเฉพาะท่านหนึ่งเป็นอธิบดีในกระทรวงต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลว่า ต่างประเทศได้ให้ความสนใจและกำลังจับตาดูการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน2 ล้านล้านบาท ของไทยนี้อย่างใจจดใจจ่อ เพราะเห็นว่ารัฐบาลไทยมีแนวทางที่ถูกต้องที่ตัดสินใจดำเนินการลงทุนนี้ เพราะเมื่อแล้วเสร็จจะยกระดับประเทศไทย ที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมขึ้นเป็นประเทศผู้นำของภูมิภาคได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็ตรงกับความคิดของผู้เขียนและอยากให้คนไทยทุกคนได้เห็นตรงกัน ว่าการลงทุนนี้จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เจริญขึ้นได้อย่างแท้จริง
สัปดาห์ที่แล้ว มีผู้อ่านหลายท่านบ่นมาว่าบทความที่แล้วจบเร็วไป เพราะอยากได้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์เพิ่มเติมของ พ.ร.บ.ไทยแลนด์ 2020 และอยากให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าทำไปแล้วประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อ่านหลายท่านเป็นผู้นำองค์กรและเป็นระดับอธิบดีในหลายกระทรวง โดยเฉพาะท่านหนึ่งเป็นอธิบดีในกระทรวงต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลว่า ต่างประเทศได้ให้ความสนใจและกำลังจับตาดูการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน2 ล้านล้านบาท ของไทยนี้อย่างใจจดใจจ่อ เพราะเห็นว่ารัฐบาลไทยมีแนวทางที่ถูกต้องที่ตัดสินใจดำเนินการลงทุนนี้ เพราะเมื่อแล้วเสร็จจะยกระดับประเทศไทย ที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมขึ้นเป็นประเทศผู้นำของภูมิภาคได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็ตรงกับความคิดของผู้เขียนและอยากให้คนไทยทุกคนได้เห็นตรงกัน ว่าการลงทุนนี้จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เจริญขึ้นได้อย่างแท้จริง
มีการวิจารณ์กันมากว่าผลประโยชน์ในการลงทุน 2 ล้านล้านบาทนี้ จะตกไปอยู่กับประชาชนกลุ่มไหน ภาคไหนเป็นพิเศษหรือไม่ ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลทั้งหมดพบว่า ผลประโยชน์ทั้งหมดจะตกกับประชาชนคนไทยอย่างทั่วถึง ในทุกระดับและในทุกภาค เพราะการลงทุนที่ส่วนใหญ่ลงทุนในระบบราง โดยเฉพาะการก่อสร้างรถไฟรางคู่จากปัจจุบันที่มีเพียง 358 กิโลเมตร เพิ่มเป็น 3,215 กิโลเมตร จะช่วยลดค่าใช้จ่ายการบรรทุกสินค้าทุกชนิดให้ถูกลง โดยจะสามารถขนสินค้าทางรางที่มีต้นทุนการขนส่งต่ำได้เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า จากปีละ 11 ล้านตันต่อปี เป็นมากกว่า 50 ล้านตันต่อปี และขนส่งผู้โดยสารที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่ยังต้องอาศัยรถไฟในการเดินทางจะเพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคนเที่ยวต่อปี เป็นมากกว่า 75 ล้านคนเที่ยวต่อปี และน่าจะถึง 90 ล้านคนได้ และจะทำให้สามารถขนส่งทางรถไฟได้เร็วขึ้นเพราะไม่ต้องจอดรอสลับรางเวลาที่รถไฟต้องสวนกัน
นอกจากนี้ แนวรถไฟรางคู่ที่สร้างใหม่นี้ ตัดขึ้นเหนือและอีสานแล้วต่อมาลงที่ท่าเรือแหลมฉบัง จะเป็นแนวของเขตอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นใหม่ จากการหลั่งไหลของการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยที่ปีที่แล้วไทยมีการให้การส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาท และเชื่อได้ว่าจะมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อรองรับกับการที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของอาเซียน
เรื่องขนาดของรางรถไฟที่คนส่วนใหญ่ยังมีข้อมูลที่สับสน ดังนั้นจึงขออธิบายว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีขนาดรางระยะห่าง 1 เมตร หรือที่เรียกว่า Meter Gauge ที่ใช้ในการขนส่งตลอดเวลามานี้ ซึ่งเพื่อนบ้านทั้งหมดที่อยู่รอบประเทศไทยก็มีขนาดราง Meter Gauge เดียวกันนี้ ยกเว้นประเทศสิงคโปร์ที่มีรางระยะห่าง 1.435 เมตร หรือที่เรียกว่า Standard Gauge ทั้งประเทศ ดังนั้นการลงทุนรถไฟรางคู่ก็ยังคงใช้รางรถไฟขนาด Meter Gauge อยู่และมีแผนการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในการขนส่งทางรถไฟในขนาด Meter Gauge นี้ ส่วนรถไฟความเร็วสูงที่จะมี 4 เส้นทาง กรุงเทพฯ–เชียงใหม่ (745 กม.) กรุงเทพฯโคราช (256 กม.) กรุงเทพฯระยอง (221 กม.) และกรุงเทพฯ–หัวหิน (225 กม.) รวม 1447 กม. คาดว่าจะใช้การลงทุนประมาณ 481,066 ล้านบาท จะมีขนาดรางแบบ Standard Gauge ซึ่งเส้นทางอีสานจะเชื่อมต่อไปถึงประเทศจีนโดยผ่านประเทศลาว ซึ่งคงต้องรอให้ประเทศจีนกับประเทศลาวตกลงผลประโยชน์กันให้ลงตัวได้เสียก่อน ส่วนแนวคิดในการที่จะรื้อระบบรางเดิมทั้งหมด เพื่อทำเป็น Standard Gauge นั้นคงไม่น่าจะถูกต้อง เพราะจะเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก และถ้ารื้อจริงระบบขนส่งทางรางปัจจุบันจะหยุดชะงักทั้งหมด อีกทั้งการจะเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในการขนส่งสินค้าทางรถไฟปกติก็จะทำไม่ได้ด้วย
สำหรับกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีความสำคัญ เพราะจะเป็นเมืองศูนย์กลางของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต และคน กทม. ก็เป็นผู้ที่จ่ายภาษีมากที่สุด น่าจะเป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการลงทุนนี้เพราะจะมีระบบรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 10 สาย รวมระยะทาง 464 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 895,884.86 ล้านบาท หรือ 45% ของ 2 ล้านล้านบาทแล้ว นอกจากนี้รถไฟความเร็วสูงทั้ง 4 สาย ก็จะใช้ กทม.เป็นศูนย์กลาง ซึ่งทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า 10 สาย และรถไฟความเร็วสูงจะทำให้ กทม. สามารถขยายเขตเมืองให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับการเป็นเมืองศูนย์กลางของอาเซียน และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถมีที่อยู่อาศัยที่ไกลขึ้น แต่สามารถเข้ามาทำงานในใจกลางเมือง กทม. ได้ง่ายขึ้นในเวลาที่สามารถควบคุมได้
ส่วนที่มีความกังวลกันว่ารถไฟความเร็วสูงจะมีราคาการให้บริการที่สูงและจะไม่มีผู้ใช้บริการเพียงพอนั้น ขออธิบายว่า การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงคาดว่าจะเสร็จในปี 2561 ยกเว้นเส้นทางกรุงเทพฯเชียงใหม่ ที่จะเสร็จในปี 2565 ซึ่งเป็นเวลาอีกหลายปีนับจากนี้ ซึ่งความต้องการในการเดินทางจะมีมากขึ้นจากประชาชนที่มีรายได้สูงขึ้น และจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
ถ้าจำกันได้ตอนรถไฟฟ้า BTS เปิดบริการใหม่ๆ ก็กลัวกันอย่างนี้ แต่พอมาถึงตอนนี้ต้องเบียดกันขึ้นแล้ว จึงอยากให้ทุกคนได้เห็นภาพอนาคตนี้ร่วมกัน







