posttoday
แก้เงินฝืดซามูไรส่อวืดอัดฉีดไร้ผลศก.ฟื้นยาก

แก้เงินฝืดซามูไรส่อวืดอัดฉีดไร้ผลศก.ฟื้นยาก

09 เมษายน 2556

บรรยากาศทางเศรษฐกิจคึกคักขึ้นทันตา จนดูเหมือนว่าการเติบโตกำลังฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดี

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

บรรยากาศทางเศรษฐกิจคึกคักขึ้นทันตา จนดูเหมือนว่าการเติบโตกำลังฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดี เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ลงมติเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อไป

หลักฐานยืนยันก็คือความเคลื่อนไหวในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวในวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.8% ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี โดยดัชนีนิกเกอิ 225 เพิ่มขึ้น 358.95 จุด มาอยู่ที่ 13,192.59 จุด ทำให้กลายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2551 ที่ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดสูงกว่า 1.3 หมื่นจุด เช่นเดียวกับดัชนีท็อปปิกซ์ (Topix Index) ปรับขึ้น 3.33% หรือ 35.50 จุด มาอยู่ที่ 1,101.74 จุด

ขณะที่รายงานดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศในเดือน ก.พ. ยังระบุว่า ญี่ปุ่นเกินดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยอยู่ที่ 6.374 แสนล้านเยน (ราว 1.91 แสนล้านบาท) ขณะที่ดุลการค้าขาดดุลลดลงมาอยู่ที่ 6.77 แสนล้านเยน (ราว 2.01 แสนล้านบาท) จากเดือน ม.ค. ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 1.48 ล้านล้านเยน (ราว 4.38 แสนล้านบาท)

เรียกได้ว่าการอัดยาแรงของรัฐบาลญี่ปุ่นและบีโอเจครั้งนี้ ได้ผลลัพธ์และผลตอบรับไปในทิศทางบวกจากบรรดานักวิเคราะห์ นักลงทุน และเจ้าของธุรกิจไม่น้อย เนื่องจากเห็นตรงกันว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่หนทางที่เหลืออยู่ที่จะสามารถช่วยให้แดนปลาดิบแห่งนี้หลุดพ้นจากวังวนเงินฝืดที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 2 ทศวรรษได้

กระนั้น นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับอดตั้งคำถามด้วยความกังขาไม่ได้ว่ามาตรการผ่อนคลายที่นำมาใช้ครั้งนี้ โดยรวมถึงกลยุทธ์การเพิ่มอัตราการหมุนเวียนเงินในประเทศ (Reflation) ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อและมีผลพลอยได้ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงจนช่วยส่งเสริมภาคการส่งออกครั้งนี้ จะมีประสิทธิภาพแข็งแกร่งเพียงพอที่จะช่วยฉุดดึงให้รัฐบาลญี่ปุ่นสามารถบรรลุเป้าหมายหลักสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้มากน้อยเพียงไร

เพราะในขณะที่นโยบายผ่อนปรนการเงินข้างต้นทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงได้อย่างง่ายดาย ชนิดที่เห็นผลกันอยู่ในปัจจุบัน การตั้งเป้าเพิ่มอัตราเงินเฟ้อให้ได้ 2% ภายใน 2 ปี อย่างการซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มเติมอีกเดือนละประมาณกว่า 7 ล้านล้านเยน (ราว 2.25 ล้านล้านบาท) จากเดิมที่ 3.4 ล้านล้านเยน เพื่อให้หลุดจากวังวนของเงินฝืดกลับเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า ไม่อาจปักใจเชื่อมั่นได้ 100% เมื่อการใช้นโยบายผ่อนปรนการเงินที่ผ่านมา ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจะช่วยเพิ่มการใช้จ่าย และแก้เงินฝืดของประเทศนั้นๆ เลยแม้แต่น้อย

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ต่างยอมรับว่า นโยบายผ่อนคลายทางการเงินของรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มมาถูกทางแล้ว โดยหนึ่งในนโยบายผ่อนปรนอย่าง การรีเฟลชัน หรือการเพิ่ม “ฐานเงิน” ซึ่งเป็นปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในมือประชาชนและธนาคารพาณิชย์ในประเทศจากเดิม 60 ล้านล้านเยน เป็น 70 ล้านล้านเยน (ราว 22.3 ล้านล้านบาท) เพื่อให้ราคาสินค้าในตลาดเพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้ภาคเอกชนญี่ปุ่นมีแรงขยับขยายเพียงพอจนนำไปสู่การจ่ายเงินเดือนให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นถือเป็นวิธีที่แก้ไข 3 ปัญหาหลักของญี่ปุ่น คือ 1) เศรษฐกิจชะลอตัว 2) เงินฝืด และ 3) หนี้สาธารณะท่วม ได้ภายในคราวเดียว

แต่ทว่าเมื่อพิจารณารายละเอียดของมาตรการผ่อนปรนของบีโอเจเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวทางของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอาเบะ ล่าสุด นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่ง รวมถึง ดีเร็ก ฮัลเพนนี หัวหน้านักกลยุทธ์เงินตราจากแบงก์ออฟโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจต่างเห็นว่า นโยบายการเงินดังกล่าวทำให้ตลาดได้ข้อสรุปเพียงแค่ว่า ค่าเงินเยนนับต่อจากนี้ไปจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเรื่อยๆ และการที่รัฐบาลทุ่มซื้อพันธบัตรเรื่อยๆ มีแต่จะทำให้ญี่ปุ่นต้องแบกรับภาระหนี้มากขึ้นเท่านั้น จากเดิมที่ปริมาณหนี้สาธารณะของประเทศในขณะนี้มีกว่า 140% ต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

ขณะที่ ทางด้าน ดักลาส โรเบิร์ตส์ นักเศรษฐศาสตร์จากสแตนดาร์ด ไลฟ์ อินเวสต์เมนต์ กล่าวว่า การใช้นโยบายทางการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่สามารถแสดงผลสำเร็จจนเป็นที่น่าพอใจได้เลย โดยตัวอย่างสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา

เพราะจนถึงขณะนี้ ประเทศที่ใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินรวมถึงนโยบายกดอัตราดอกเบี้ยและนโยบายอัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมาก่อนหน้าญี่ปุ่นมานานหลายปีนับตั้งแต่วิกฤตการเงินในปี 2551 อย่าง สหรัฐ กลับยังไม่เห็นผลการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระดับที่น่าพอใจ ซ้ำร้ายสหรัฐยังมีปริมาณหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นกว่า 100% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

นอกจากนี้ เงินส่วนใหญ่ที่สหรัฐอัดเข้าระบบกลับไหลเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์และตลาดอสังหาริมทรัพย์มากกว่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนที่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงก็คือนักลงทุนที่เล็งเข้ามาเก็งกำไร โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ในฐานะผู้บริโภคที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศกลับไม่ได้รับประโยชน์สักเท่าไร ยืนยันได้จากตัวเลขการว่างงานล่าสุดที่ยังคงถือว่าอยู่ในระดับสูงที่ 7.6% ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานในเดือน มี.ค. ยังลดลงอีก 8.8 หมื่นตำแหน่ง

เรียกได้ว่า การโหมกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นการใช้เงินสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เนื่องจากแม้จะทำให้มีความได้เปรียบด้านการค้า แต่ก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรง เช่น การทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน กระทั่งทำให้สกุลเงินเหรียญสหรัฐแทบจะหมดความน่าเชื่อถือ

แต่แม้จะมีตัวอย่างที่ล้มเหลวแสดงให้เห็นชัดเจน ญี่ปุ่นก็ยังคงเลือกเดินตามสหรัฐในการใช้นโยบายทางการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ท้ายที่สุดผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งอดหวาดวิตกกับการตัดสินใจครั้งนี้ของรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้ แม้จะเข้าใจดีว่าทั้งญี่ปุ่นกับสหรัฐไม่เหลือทางเลือกหรือเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่องมานานหลายปีของตนเองมากนัก โดยอย่างน้อยที่สุด การใช้นโยบายการเงินกระตุ้นการส่งออกก็จะช่วยให้ภาคเอกชนมีรายได้มาจ่ายภาษีให้กับภาครัฐ

ทั้งนี้ ทั้งนั้น โรเบิร์ตส์ นักเศรษฐศาสตร์จากสแตนดาร์ด ไลฟ์ อินเวสต์เมนต์ สรุปว่า การเลือกใช้นโยบายการเงินของรัฐบาลญี่ปุ่นครั้งนี้ เป็นเพียงแค่การต่อลมหายใจให้กับประเทศได้ชั่วคราวเท่านั้น แถมยังไม่น่าจะเพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศให้มีการเติบโตในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

เพราะสังคมญี่ปุ่นปัจจุบันกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะผู้สูงอายุ จนกระทบต่อกำลังแรงงานที่จะบั่นทอนศักยภาพในการแข่งขัน ขณะที่ภาครัฐจำต้องแบกรับภาระหนี้มากขึ้นจากการจ่ายเงินบำนาญและประกันสังคม โดยยังไม่นับรวมถึงปัจจัยที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาอย่างวิกฤตการขาดแคลนแหล่งพลังงานภายในประเทศ

ดังนั้น ตราบใดที่ญี่ปุ่นไม่สามารถเดินหน้าปฏิรูประบบพื้นฐานของเศรษฐกิจข้างต้น การเติบโตของจีดีพีประเทศย่อมหยุดชะงักลงเช่นกัน

และในฐานะประเทศพัฒนาแล้วที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเป็นนักลงทุนและเจ้าของกิจการต่างๆ มากมาย ความล้มเหลวของญี่ปุ่นย่อมส่งผลกระเทือนต่อนานาประเทศ โดยเฉพาะภายในภูมิภาคเดียวกันแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท