posttoday

คดีชิมไปบ่นไป

08 เมษายน 2556

กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้ง จากสื่อบางฉบับที่ไปจับคำสัมภาษณ์บางส่วนของท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญในการสัมมนาของศาล

กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอีกครั้ง จากสื่อบางฉบับที่ไปจับคำสัมภาษณ์บางส่วนของท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญในการสัมมนาของศาล

ท่านประธานวสันต์ ท่านเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ไม่เสแสร้ง อะไรที่บกพร่องท่านก็ยอมรับ ซึ่งท่านก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่า ความบกพร่องของคดีนี้ คือ กระบวนการจัดทำคำวินิจฉัย การเรียงลำดับคำวินิจฉัย ซึ่งนักกฎหมายโดยเฉพาะตุลาการฟังแล้วจะเข้าใจ ไม่ได้หมายความว่า คำวินิจฉัยผิด หรือวินิจฉัยไม่ถูกต้อง ผลการตัดสินนั้น ตุลาการทั้ง 9 ท่าน เห็นตรงกันว่า คุณสมัครทำผิดรัฐธรรมนูญ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดีชิมไปบ่นไป จึงถูกต้องแล้ว

ประเด็นของคดีนี้ อยู่ที่ ในขณะเป็นนายกรัฐมนตรี คุณสมัครยังไปทำงานเป็นลูกจ้างจัดรายการชิมไปบ่นไปหรือไม่ ถ้าใช่ การกระทำดังกล่าวเป็นการต้องห้ามตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามรัฐมนตรีกระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์

ประเด็นทางกฎหมายของนักกฎหมายที่ไม่เห็นด้วย คือ คุณสมัครเป็นผู้รับจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง ตามถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ถ้าตีความอย่างนั้น ก็จะดูประหลาด ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้อธิบายไว้ชัดเจนว่า

“...มิฉะนั้นผู้เป็นลูกจ้าง รับค่าจ้างเป็นรายเดือนในลักษณะสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ก็สามารถทำงานต่อไปได้ โดยเปลี่ยนค่าตอบแทนจากค่าจ้างรายเดือนมาเป็นสินจ้างตามการงานที่ทำ เช่น แพทย์ก็เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่ารักษาตามจำนวนคนไข้ ที่ปรึกษากฎหมายก็เปลี่ยนจากเงินเดือนมาเป็นค่าปรึกษาหรือค่าทำความเห็นเป็นรายครั้ง ซึ่งก็ยังมีความผูกพันในเชิงผลประโยชน์กันอยู่ระหว่างเจ้าของกิจการกับผู้รับทำงานให้ เห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายย่อมไม่มีเจตนารมณ์ให้หาช่องทางหลีกเลี่ยงบทบังคับกันได้โดยง่ายเช่นนั้น”

นั่นเป็นประเด็นทางกฎหมาย แต่สำหรับประเด็นสำคัญในมุมมองของผม คือ คุณสมัคร ปกปิดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ คือ การจัดรายการชิมไปบ่นไปในขณะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น คุณสมัครได้ค่าตอบแทนหรือไม่ เพราะหากคุณสมัครได้ค่าตอบแทน สิ่งที่ตามมาคือ คุณสมัคร ให้การเท็จ และหลีกเลี่ยงภาษี

ผมให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากกว่า เพราะหากปรากฏว่า คนเป็นนายกรัฐมนตรีให้การเท็จ คนเป็นนายกรัฐมนตรีปกปิดรายได้ ก็ย่อมจะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีที่จะต้องเสียให้รัฐด้วย

ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ ปรากฏหลักฐานในสำนวนคดี ดังนี้

ประเด็นค่าตอบแทน ปรากฏว่า ค่าตอบแทนสูงสุดที่เคยได้รับจากการจัดรายการก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหลักฐานจากกรมสรรพากร คือ ปี 2548 คุณสมัคร มีเงินได้จากการจัดรายการสูงถึงปีละ 2,044,305.67 บาท

สำหรับการจัดรายการในช่วงเป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฏจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า “...ปรากฏจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องในหนังสือสกุลไทย ฉบับที่ 47 ประจำวันอังคารที่ 23 ตุลาคม 2544 หน้า 37 อีกด้วยว่า การทำหน้าที่พิธีกรกิตติมศักดิ์รายการโทรทัศน์ ชิมไป บ่นไป ที่ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 10.3011.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ผลิตรายการโดยบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด นั้น ผู้ถูกร้องได้รับเงินเดือนจากบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เดือนละ 80,000 บาท”

คุณสมัครชี้แจงต่อศาลว่า “ผู้ถูกร้องชี้แจงเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 และยังคงยืนยันเสมือนว่า ก่อนเดือนธันวาคม 2550 ผู้ถูกร้องได้รับค่าตอบแทนเป็นเพียงค่าน้ำมันรถเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของนางดาริกา และหลักฐานทางภาษีอากรดังกล่าวข้างต้นที่ว่าก่อนหน้านั้นผู้ถูกร้องได้รับค่าจ้างแสดง ไม่ใช่ค่าน้ำมันรถ อันเป็นข้อพิรุธ ส่อแสดงว่าเป็นการทำหลักฐานย้อนหลังเพื่อปกปิด ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าตอบแทนของผู้ถูกร้อง ทั้งผู้ถูกร้องเองเบิกความว่าผู้ถูกร้องไม่ได้รับค่าน้ำมันรถ และค่าใช้จ่าย น่าจะเป็นการนำเงินไปให้คนขับรถมากกว่า ก็ขัดแย้งกับคำชี้แจงของผู้ถูกร้อง ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ซึ่งให้การว่า การที่ผู้ถูกร้องได้รับเชิญไปในรายการ “ชิมไป บ่นไป” จะได้รับค่าพาหนะ โดยค่าพาหนะจะได้รับเฉพาะเมื่อได้ไปออกรายการเท่านั้น ถ้าไม่ได้ไปออกรายการตามที่เชิญมา ก็ไม่ได้รับค่าพาหนะจึงรับฟังเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ พยานหลักฐานทั้งหมดมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องทำหน้าที่พิธีกรในรายการชิมไป บ่นไป หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยผู้ถูกร้องยังคงได้รับค่าตอบแทนที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สิน”

ผมมีโอกาสได้เข้าไปนั่งฟังการให้การของคุณสมัครที่ศาลรัฐธรรมนูญ ฟังจากการซักถามการตอบคำถามของคุณสมัครแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่า คุณสมัครพยายามเลี่ยงข้อเท็จจริงที่ตนเองได้รับค่าตอบแทน ทั้งๆ ที่หลักฐานก่อนหน้านั้น คุณสมัครเองก็ยอมรับว่า ได้รับค่าตอบแทน ผมเองก็เชื่อเหมือนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ คือ เชื่อว่าคุณสมัครจัดรายการโดยได้รับค่าตอบแทน แต่ปกปิดค่าตอบแทน

หากเข้าใจประเด็นทางกฎหมาย และฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว ประเด็นเรื่องการเป็นลูกจ้างกลับไม่ร้ายแรงเท่ากับการปกปิดรายได้ ซึ่งมีผลทำให้เป็นการหนีภาษี และที่ร้ายแรงในฐานะตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือ การให้การปกปิดข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ท่านสามารถหาอ่านคำวินิจฉัยฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้ คุณสมัครจากไปแล้ว แต่ยังมีคนบาง กลุ่ม มีสื่อบางพวก ยังไม่ยอมให้คุณสมัครนอนตาหลับ ยังปลุกให้คุณสมัครเป็นตัวละครเอก เพื่อทำลายกระบวนการยุติธรรม

ยังทำลายกันไม่พออีกหรือครับ

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?