
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี'56-57 และปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
โดยปกติในทุกไตรมาส คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า จะวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจมหภาคโดย NIDA Macro Model เพื่อให้ข้อมูลที่ทันสมัยเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ ปัจจัยเสี่ยง และผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งในวันนี้ผมจะมาอัพเดตผลการพยากรณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2555-2556 ครับ
โดยปกติในทุกไตรมาส คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า จะวิเคราะห์และพยากรณ์เศรษฐกิจมหภาคโดย NIDA Macro Model เพื่อให้ข้อมูลที่ทันสมัยเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ ปัจจัยเสี่ยง และผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งในวันนี้ผมจะมาอัพเดตผลการพยากรณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2555-2556 ครับ
เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา สภาพัฒน์ได้ประกาศตัวเลขอัตราเติบโตของ GDP ในปี 2555 ซึ่งขยายตัว 6.4% โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน
นอกจากนี้ นโยบายของภาครัฐยังช่วยส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยทางตรง ได้แก่ การลดดอกเบี้ยนโยบายการเงิน และการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ รวมถึงผลทางอ้อมจากนโยบายที่ส่งเสริมการบริโภคภาคเอกชน เช่น โครงการรถยนต์คันแรก ส่วนภาคการค้าระหว่างประเทศที่มีบทบาทในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอดีต กลับมีการขยายตัวที่ไม่ดีนักในปี 2555 เนื่องจากผลของวิกฤตเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยุโรป ทำให้ไม่สามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้มากนักในปีที่ผ่านมา
ส่วนแนวโน้มในปี 2556 จากการวิเคราะห์โดย NIDA Macro Model คาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2556 และ 2557 จะอยู่ที่ 5.3% และ 5.2% ตามลำดับ ซึ่งใกล้เคียงกับผลการพยากรณ์ที่ผมเคยเผยแพร่ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่าในปี 2556 การบริโภคและการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ จะเป็นปัจจัยหลักที่เกื้อหนุนเศรษฐกิจไทยอยู่ แต่ขนาดการขยายตัวจะค่อยๆ ชะลอตัวลงจากปี 2555 โดยคาดว่าการบริโภคภาคเอกชนในปี 2556 และ 2557 จะขยายตัว 4.9% และ 3.8% จากที่ขยายตัว 6.7%
ในปี 2555 ส่วนการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งขยายตัว 14.6% ในปี 2555 คาดว่าจะขยายตัว 10.1% และ 10.8% ในปี 2556 และ 2557
ส่วนแนวโน้มของค่าเงินซึ่งปรับตัวแข็งค่าขึ้นเฉลี่ยที่ 29.8 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในไตรมาส 1/2556 แต่คาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนฯ จะอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงที่เหลือของปี ทำให้เฉลี่ยค่าเงินบาททั้งปีน่าจะอยู่ที่ประมาณ 30.6% และ 30.2% ในปี 2556 และ 2557 แต่ถึงแม้ว่าค่าเงินบาทจะยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากปีที่แล้ว แต่ผมยังประเมินว่า ภาวะการส่งออกจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มคลี่คลายจะมีบทบาทที่มากกว่าผลจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออก (US Dollar) จะขยายตัว 12.0% และ 13.1% ในปี 2556 และ 2557 ตามลำดับ
แต่มูลค่าการนำเข้า (US Dollar) จะขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าคือ 16.0% ในปี 2556 และจะชะลอตัวลงเป็น 14.0% ในปี 2557
ดังนั้น ผลของการค้าระหว่างประเทศในการผลักดันเศรษฐกิจในปี 2556 จึงไม่สูงมากเพราะการนำเข้าจะขยายตัวในอัตราที่สูง แต่ในปี 2557 ผลของการค้าระหว่างประเทศจะเริ่มมีสูงขึ้นตามการนำเข้าที่ขยายตัวในอัตราที่ลดลง
ด้านเสถียรภาพของเศรษฐกิจปี 2556-2557 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงไม่มีปัญหามากนักเนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกน่าจะไม่เพิ่มขึ้นมาก และค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำมีแนวโน้มคงที่หลังจากปรับขึ้นในอัตราที่สูงเมื่อปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวตามศักยภาพ โดยผลการพยากรณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2556 และ 2557 อยู่ที่ 2.9% และ 2.6% ตามลำดับ
ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่เป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินคาดว่าจะอยู่ในเป้าหมายที่ระดับ 1.9% และ 1.6% ในปี 2556 และ 2557 ตามลำดับ ดังนั้นเศรษฐกิจในปี 2556 และ 2557 จึงน่าอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ ทั้งด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ
จากแนวโน้มเศรษฐกิจข้างต้นทำให้คาดว่า นโยบายการเงินมีแนวโน้มทรงตัวในปี 2556–2557 เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในเป้าหมายทั้งคู่ทำให้ความจำเป็นในการปรับลดหรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมีน้อย
ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการปรับอัตราดอกเบี้ยจะมาจากปัจจัยด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ทั้งด้านอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่มีค่าติดลบ หรือการขยายตัวของสินเชื่อที่มีลักษณะเกื้อหนุนการเกิดปัญหาฟองสบู่และปัญหาหนี้เสียในสถาบันการเงิน
ส่วนนโยบายการคลังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2555 ที่ผ่านมา และต่อไปในปี 2556–2557 แต่หากนโยบายการคลังไม่กลับสู่จุดสมดุลตามที่วางเป้าหมายไว้จะส่งผลต่อแนวโน้มของหนี้สาธารณะที่อาจปรับตัวสูงกว่าระดับที่เหมาะสมในอนาคตได้
ต่อมาเมื่อพิจารณาปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ที่มาจากภายนอกประเทศพบว่า ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะมีผลไม่มากนักต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2556 เนื่องจากราคาน้ำมันมีแนวโน้มการเพิ่มที่ไม่สูง และอัตราเงินเฟ้อปกติอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากจึงทำให้การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ตามสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบน่าจะไม่สูงเกินระดับที่มีเสถียรภาพ
ส่วนความเสี่ยงจากค่าเงินบาทและวิกฤตเศรษฐกิจโลกพบว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในระดับที่สูงโดยหากเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีมากกว่าที่คาดการณ์ GDP Growth ของไทยมีโอกาสขยายตัวได้สูงกว่า 6% แต่หากเศรษฐกิจโลกยังมีปัญหาต่อเนื่องเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวลดลงเป็นประมาณ 4.0%
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทเป็นอีกปัจจัยที่ควรจับตาเพราะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกนำเข้าของไทย โดยหากค่าเงินแข็งค่าเป็นประมาณ 29.3 บาทต่อเหรียญสหรัฐตลอดปี GDP Growth อาจขยายตัวลดลงเป็น 4.6% ในปี 2555 แต่หากค่าเงินบาทอ่อนตัวลงเป็นเป็นประมาณ 31.9 บาทต่อเหรียญสหรัฐตลอดปี GDP Growth อาจขยายตัวลดลงเป็น 5.5%
ดังนั้น จากการประเมิน ผลจากการแข็งค่าของเงินบาทที่มีต่อการส่งออก และ GDP Growth ของไทย จะอยู่ในระดับที่ไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับผลที่มาจากปัจจัยภายนอกเกี่ยวกับการขยายตัวของมูลค่าการค้าโลกซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรจับตาในปี 2556 นี้ครับ







