
พื้นฐานสังคมการเมืองไทย
หลายวันก่อนได้ดูภาพยนตร์ทางช่องเคเบิ้ลเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า The American President ที่มีชื่อไทยว่า “ผิดหรือที่จะรักอีกสักครั้ง”
หลายวันก่อนได้ดูภาพยนตร์ทางช่องเคเบิ้ลเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า The American President ที่มีชื่อไทยว่า “ผิดหรือที่จะรักอีกสักครั้ง”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
หลายวันก่อนได้ดูภาพยนตร์ทางช่องเคเบิ้ลเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า The American President ที่มีชื่อไทยว่า “ผิดหรือที่จะรักอีกสักครั้ง” ซึ่งถ้าจะดูอย่างพินิจพิเคราะห์ก็จะเข้าใจชีวิตการเมืองแบบอเมริกันได้เป็นอย่างดี และดูเหมือนว่าผู้สร้างก็ต้องการให้คนของเขา(คนอเมริกัน)เข้าใจ “ธาตุแท้” ของการปกครอง อย่างที่เรียกว่า “พื้นฐานสังคมการเมืองอเมริกัน” นั้นด้วย
เนื้อเรื่องกล่าวถึงประธานาธิบดีม่ายลูกติดตกหลุกรักนักลอบบี้ยิสต์สาวสวย จึงถูกคู่แข่งเอาไปประเด็นโจมตี แรกๆ ท่านประธานาธิบดีก็ไม่โต้ตอบเพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่คนอเมริกันน่าจะเข้าใจดีแล้ว แต่เมื่อถูกคู่แข่งโจมตีไม่หยุด พร้อมกับที่แฟนสาวก็ค่อนข้างจะเป็นกังวล ด้วยความรักแท้ที่เกรงว่าท่านประธานาธิบดีกับลูกสาวจะเสียหายจึงคิดจะแยกตัว ท่านประธานาธิบดีจึงต้องออกมา “สอน” การเมืองแก่คนอเมริกัน ผ่านการตอบโต้ไปยังคู่แข่งที่ดูเหมือนว่าจะขาดความเข้าใจพื้นฐานของการเมืองอเมริกันเช่นกัน
หลักการที่ท่านประธานาธิบดีสั่งสอนก็คือ “สิทธิและเสรีภาพ” ว่าคนอเมริกันอยู่ภายใต้หลักการอันเดียวกันนี้ ดังนั้นการออกมาโจมตีกันในเรื่องส่วนตัวที่ไม่ใช่เรื่องเสียหายจึงเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจและไม่มีจิตใจของความเป็นประชาธิปไตย เพราะปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่เป็นเรื่องของ “ความรัก” อันเป็นสิทธิโดยธรรมชาติ และยิ่งมาโจมตีต่อคนที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบโต้ได้อย่างความเป็นผู้หญิง(นางเอกที่เป็นแฟน)กับเด็ก(ลูกสาวท่านประธานาธิบดี)ก็ยิ่งแสดงถึงความต่ำทรามของคนๆ นั้น ในตอนท้ายของการตอบโต้ท่านประธานาธิบดียังได้แสดงภาวะผู้นำท้าทายไปถึงคู่แข่งว่า ถ้าจะสู้กันก็มาสู้กันด้วย “คุณสมบัติ” อย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นี้ คือความเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ที่คนอเมริกันต่อสู้ในเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ
เรื่องจะจบลงอย่างไรหลายๆ ท่านก็คงพอจะคาดเดาได้ แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ซีเรียสอย่างที่ผู้เขียนพรรณนามาในข้างต้นแต่อย่างใด กลับเต็มไปด้วยมุขน่ารักๆ มากมายที่ดูแล้วทำให้มีความสุข แต่ถ้าดูแบบ “เอาเรื่อง” ก็จะพบสาระต่างๆ อีกมาก เช่น แม้ว่าคนอเมริกันจะเรียนเรื่องรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่เด็กทุกคน แต่ก็ยังมีคนที่ไม่เข้าใจเนื้อหาในรัฐธรรมนูญอยู่อีกมาก รวมทั้งได้เห็นการทำงานในระบบการเมืองอเมริกัน อย่างเช่นกระบวนที่เรียกว่าการลอบบี้อย่างที่นางเอกที่ประธานาธิบดีหลงรักประกอบเป็นอาชีพ กับระบบทีมงานของประธานาธิบดีที่ประสิทธิภาพมาก
การที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงที่ในระบบรัฐสภาของไทยกำลังเละเทะจึงทำให้เกิดความคิดต่างๆ มากมาย เพราะในคืนนั้นที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่นั้นก็มีการอภิปรายแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในรัฐสภาของไทย สิ่งที่เราเห็นในการประชุมรัฐสภาไทยจนเป็นปกติแล้วก็คือความวุ่นวาย การโต้เถียงประท้วงกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด การไม่เคารพกฎกติกาการประชุมอย่างน่าทุเรศ และการไม่ให้เกียรติแก่กันและกันอย่างกับว่าผู้ที่ร่วมประชุมด้วยกันอยู่นั้นไม่ใช่ “มนุษย์” ทั้งๆ ที่ต่างก็เรียกกันว่าผู้ทรงเกียรติและเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย?
ความดื้อด้านของสมาชิกสภาสูงคนหนึ่งทำเอาระบบรัฐสภาถอยหลังไปอีกหลายก้าว ลำพังแค่กลุ่มสัตว์พันธุ์เดียวกันในสภาทนได้ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และยอมรับกันได้ ก็คงไม่มีใครจะว่าอะไร(เพราะว่าไปท่านก็ไม่ฟัง รวมทั้งทุกคนก็มี “ธาตุทน” อย่างเดียวกันเขาก็ทนกันไปได้) แต่ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ เขาได้ทำให้สังคมไทยเสียหายเน่าเหม็นไปด้วย นั่นก็คือพฤติกรรมที่แสดงออกของหลายๆ คนในรัฐสภาตลอดทั้ง ๓ วัน ๓ คืน แสดงถึงความ “ไร้มารยาท” โดยสิ้นเชิง
บุคคลในระดับนั้นอย่างน้อยก็ต้องเคยเรียน “พื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของไทย” ในด้านต่างๆ ที่รวมถึงด้านการเมืองการปกครองนั้นด้วย เพราะเป็นวิชาบังคับของการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกแขนง (ที่แต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป) โดยในบทแรกๆ เขาจะกล่าวถึงสังคมและวัฒนธรรมในลักษณะที่เป็นสากล อย่างกรณีของกฎหมายก็เป็นกฎทางสังคมอย่างหนึ่ง กฎหมายทั้งหลายล้วนที่มีจากข้อกำหนดทางสังคม เป็นต้นว่า วัฒนธรรม ธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ความคิด จนกระทั่งศาสนา เพียงแต่ว่ามาทำให้เป็นกติกาที่เปิดเผย มีบทบังคับ ถ้าไม่กระทำตามต้องได้รับโทษ อนึ่งสมาชิกรัฐสภาทุกคนต้องทราบอยู่แล้วว่าข้อบังคับการประชุมสภานั้นก็คือกฎหมายอย่างหนึ่ง และเป็นกฎหมายที่สำคัญเพราะมีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งยังนำมาใช้โดยบุคคลในระดับนำของประเทศ(เพราะท่านคือสมาชิกรัฐสภา) จึงไม่ควรจะให้อภัยหากมีความบกพร่องในการใช้กฎหมายเหล่านี้
จึงไม่ต้องสงสัยว่าบ้านนี้เมืองนี้จึงมีการละเมิดกฎหมายหรือย่อหย่อนในการบังคับใช้กฎหมายจนเป็นเรื่องปกติ เพราะแม้แต่ในสถาบันที่เป็นผู้ทำคลอดกฎหมายเขาก็กระทำกัน(ละเมิดและย่อหย่อน)จนเป็นนิสัยถาวร คนไทยจึงซึมซับเอาสิ่งไม่ดีเหล่านี้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง เพราะใครที่เคร่งครัดต่อการใช้กฎหมายก็จะถือว่าเป็น “คนโง่” แต่ถ้าละเมิดหรือเลี่ยงกฎหมายได้ก็จะได้รับการนับหน้าถือตาว่าเป็น “คนโก้” หรือถ้าสามารถนำกฎหมายมาใช้หาประโยชน์ให้แก่ตนและพวกพ้องได้ก็จะได้ชื่อว่า “คนเก่ง” มีบารมีมาก และเป็นที่เคารพยำเกรงยิ่งกว่าเทพเจ้าใดๆ
มีคำกล่าวที่ไม่ค่อยดีนักว่า “ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้” ซึ่งผู้เขียนก็ไม่ทราบว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แต่นี่ก็สะท้อนภาพสังคมและวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ค่อยเคารพกติกาของสังคมซึ่งเป็นเรื่องส่วนรวม บางคนเรียกอย่างสวยหรูว่านี่คือความเป็นคน “สบายๆ” ของคนไทย แต่ถ้าในทางวิชาการนักสังคมวิทยาอธิบายว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะสังคมไทยมี “โครงสร้างสังคมอย่างหลวมๆ” (Loosely Social Structure) คือไม่ค่อยยึดติดหรือถืออะไรเป็นสาระในชีวิต รักสนุก หวังความสุขเฉพาะหน้า หรือถ้ามีความทุกข์ก็ถือเป็นกรรมเก่า เชื่อในเวรกรรมและชาตินี้ชาติหน้า ยึดตัวบุคคล และเป็นสังคมแห่งหน้าตา ฯลฯ
ไม่กี่ปีมานี้ก็มีการบัญญัติศัพท์ที่อธิบายถึงแนวโน้มในยุคใหม่ของสังคมไทยว่าเป็น “สังคมศรีธนญชัย” มีความหมายในทางที่ไม่ดีอยู่มากด้วยนัยยะที่ว่า “กะล่อน ตระหลบตระแลง เอาเปรียบและเอาตัวรอดทุกวิถีทาง” โดยเฉพาะถูกนำมาใช้ในวิธีการของคนที่เลี่ยงกฎกติกาหรืออาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเอาชนะและเอาเปรียบคนอื่น ซึ่งมีความหมายเดียวกันกับ “ฉลาดแกมโกง” ว่ากันว่าคำๆ นี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่มีผู้มีอำนาจบางคนอาศัยช่องโหว่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ สร้างฐานอำนาจในรัฐสภาแล้วคิดจะฮุบประเทศไทย(แต่ยังไม่สำเร็จ) ที่รวมถึงพฤติกรรมในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย หลบหนีคดีความ และคิดย่ำยีกระบวนการยุติธรรมให้แหลกเหลวไปด้วย
ย้อนกลับไปกล่าวถึงภาพยนตร์เรื่อง The American President อีกสักนิด มีฉากหนึ่งที่ท่านประธานาธิบดีแม้จะมีงานยุ่งอยู่ทุกวินาทีก็ต้องปลีกเวลาไปแวะพูดคุยกับลูกสาวที่กำลังเพิ่งเรียนชั้นมัธยม ท่านได้หยิบหนังสือที่ในหนังเรียกว่า “พื้นฐานรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา” ไปให้ลูกสาวอ่าน เพราะทราบมาว่ามีวิชาที่จะต้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลูกสาวก็ทำหน้าเบื่อๆ แต่ท่านประธานาธิบดีก็สำทับเบาๆ ว่า อ่านเถอะเพราะมีแต่เรื่องน่าสนใจ นั่นก็คือความเป็นอเมริกัน
โดยนัยยะที่ท่านประธานาธิบดีกล่าว แสดงให้เห็นว่าการเมืองการปกครองนั้นเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ต้องใช้เวลาสร้าง กระบวนการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองที่กระทำกันอยู่ทั่วไปก็คือ “การอบรมกล่อมเกลาทางสังคม” ที่ภาษาวิชาการเรียกว่า Socialization คือไม่ใช่เรื่องที่ใครจะคิดจะสร้างขึ้นได้ตามลำพัง สังคมทั้งปวงต้องช่วยกันสร้างและถ่ายทอดต่อๆ ไป
เราก็ไม่ทราบว่าท่านผู้ทรงเกียรติในสภาของไทยถูกกล่อมเกลามาอย่างไร ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าไม่มีใครในครอบครัวสั่งสอนท่าน ก็คงต้องเป็นหน้าที่ของผู้คนในสังคมนี่แหละกระมัง !







