
ประสานประโยชน์
วุ่นวายกันมาข้ามปี กับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาอนุญาตโรงงานบางประเภท
วุ่นวายกันมาข้ามปี กับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาอนุญาตโรงงานบางประเภท
ที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกผู้ประกอบการรุมกล่าวหาและร้องเรียนอย่างต่อเนื่องว่าเป็นตัวการถ่วงการลงทุนของภาคธุรกิจ
ล่าสุด ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม วิฑูรย์ สิมะโชคดี กำลังจะเสนอ รมว.อุตสาหกรรม ขอลดบทบาทคณะกรรมการกลั่นกรองฯ เพื่อผ่องถ่ายหน้าที่ไปสู่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) แทน คงเหลือไว้เฉพาะกิจการขนาดใหญ่ที่ลงทุนมากกว่า 200 ล้านบาทขึ้นไป และโรงงานที่ กรอ.เห็นว่าควรส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ทำหน้าที่พิจารณาต่อไป
แน่นอนว่าผลที่ออก คงถูกอกถูกใจบรรดาผู้ประกอบการที่ออกมาร้องเรียนอย่างหนักก่อนหน้านี้ เพราะต่อไปกระบวนการขออนุญาตต่างๆ จะสะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น เป็นผลดีต่อการขยับขยายธุรกิจ ทั้งผู้ประกอบการหน้าใหม่ หน้าเก่า แถมยังช่วยลดทอนต้นทุนค่าใช้จ่ายในการติดต่อผ่านราชการ
แต่ในทางกลับกัน ในส่วนของประชาชน โดยเฉพาะคนในชุมชน บ้านใกล้เรือนเคียงที่ตั้งโรงงาน คงไม่สบายใจนัก และอาจตามมาด้วยข้อกังขาที่ว่า ความเข้มข้นในการตรวจสอบโรงงานก่อนให้ใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) จะคงมาตรฐานเดิมไว้ได้แค่ไหน
ที่ผ่านมาไม่เฉพาะแต่โรงงานขนาดใหญ่ที่มักเป็นข่าวสร้างปัญหาก่อมลพิษ ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำร้ายชุมชน จากความหละหลวมในการให้ใบอนุญาต หากแต่ในความเป็นจริง ทั้งโรงงานขนาดเล็ก ขนาดกลาง ก็สร้างปัญหาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพียงแต่ไม่เป็นข่าวครึกโครมเท่าโรงงานใหญ่
การเดินหน้าปรับวิธีพิจารณาให้ใบอนุญาตโรงงานรอบนี้จึงต้องสะกิดเตือนกันแต่เนิ่นๆ ระวังจะกระทบความเชื่อมั่นของชุมชน โดยเฉพาะความไว้วางใจระหว่างชุมชนกับโรงงานที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ เพียรพยายามเป็นตัวกลางเชื่อมรอยร้าวมาตลอด 1 ปีในการทำหน้าที่ เพราะกว่าจะแสดงให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการอนุมัติใบอนุญาตแต่ละใบไม่มีนอกมีในไปในทางที่ผิดกฎหมายเพื่อลดแรงต้านจากชุมชน ต้องใช้เวลานานพอสมควร แต่ผ่านไปแค่ 1 ปี คณะกรรมการกลั่นกรองฯ กลับอ้างทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบแล้ว
กระนั้น เมื่อถึงที่สุดแล้วเรื่องนี้เดินหน้าต่อผ่านความเห็นชอบจาก รมว. ทางกระทรวงอุตสาหกรรมควรต้องวางเกณฑ์การทำงานของ กรอ.ให้เข้มข้นขึ้น เช่นเดียวกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ
ที่สำคัญต้องทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการให้ชัดเจนด้วยว่า บทสรุปที่ออกมาคือข้อยุติ เพื่อจะได้ไม่ต้องออกมาร้องเรียนในภายหลัง
และหากการทำหน้าที่ของ กรอ.ไม่สนองประโยชน์อย่างที่หวัง สุดท้ายคือ การทำความเข้าใจกับชุมชน อย่ามุ่งแต่ประโยชน์โรงงานเพียงด้านเดียว ต้องทำอย่างไรให้ชุมชนเห็นด้วยว่า ยังคงดูแลตรวจสอบผลกระทบต่อชุมชนยังเต็มที่
เพื่อให้ัโรงงานและชุมชนอยู่ร่วมกันได้ ไม่ขัดแย้งกันภายหลัง







