posttoday
ความเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ความเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

05 เมษายน 2556

วิธีการหนึ่งที่จะป้องกันไม่ให้มีการหยิบยกมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา (ที่รู้จักกันในภาษาปากว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”) มาฟ้องกันเปรอะไปหมด หรือใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานผู้คนก็คือ ให้มีหน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบในการดูแลเรื่องนี้ และหน่วยงานนี้เท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้อง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีนักวิชาการทั้งสองขั้วการเมืองต่างเห็นพ้องอยากจะให้มีหน่วยงานดังกล่าว และได้เข้าชื่อกันทำจดหมายเปิดผนึกผ่านสื่อมวลชน แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าจนถึงบัดนี้ จากประเด็นปัญหาเกี่ยวกับมาตรา 112 นี้ ทำให้อดนึกถึงมาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้ ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงในที่ประชุมรัฐสภา โดยฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการแก้ไขเพื่อยืนยันว่า หากจะมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับมาตรา 68 ที่เป็นกฎหมายพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ป้องกันไม่ให้มีการล้มล้างระบอบการปกครองจะต้องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าประชาชนสามารถฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด ถ้าเปรียบเทียบกับมาตรา 112 ความผิดในการดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และองค์รัชทายาท กับความผิดในการล

วิธีการหนึ่งที่จะป้องกันไม่ให้มีการหยิบยกมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา (ที่รู้จักกันในภาษาปากว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”) มาฟ้องกันเปรอะไปหมด หรือใช้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานผู้คนก็คือ ให้มีหน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบในการดูแลเรื่องนี้ และหน่วยงานนี้เท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้อง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีนักวิชาการทั้งสองขั้วการเมืองต่างเห็นพ้องอยากจะให้มีหน่วยงานดังกล่าว และได้เข้าชื่อกันทำจดหมายเปิดผนึกผ่านสื่อมวลชน แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าจนถึงบัดนี้ จากประเด็นปัญหาเกี่ยวกับมาตรา 112 นี้ ทำให้อดนึกถึงมาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้ ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงในที่ประชุมรัฐสภา โดยฝ่ายหนึ่งต้องการให้มีการแก้ไขเพื่อยืนยันว่า หากจะมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับมาตรา 68 ที่เป็นกฎหมายพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ป้องกันไม่ให้มีการล้มล้างระบอบการปกครองจะต้องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเสียก่อน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าประชาชนสามารถฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด ถ้าเปรียบเทียบกับมาตรา 112 ความผิดในการดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และองค์รัชทายาท กับความผิดในการล้มล้างระบอบการปกครองในมาตรา 68 ถือว่าเป็นข้อหาที่รุนแรงพอๆ กัน และถ้าไม่ต้องการให้มีการใช้มาตรา 68 เป็นเครื่องมือในการเล่นงานผู้คน ก็ควรจะให้มีหน่วยงานกลั่นกรองตรวจสอบก่อนส่งศาลรัฐธรรมนูญเฉกเช่นเดียวกับการที่ต้องมีหน่วยงานที่คอยดูแลการฟ้องร้องโดยใช้มาตรา 112 ดังนั้นในแง่นี้ ผมเห็นด้วยกับที่ควรให้มีหน่วยงานตรวจสอบในการฟ้องร้องโดยใช้มาตรา 68 แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ มีฝ่ายที่ไม่ไว้วางใจอัยการสูงสุดว่าจะมีความเป็นกลางและตรงไปตรงมาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ประชาชนหรือพรรคการเมืองยื่นเรื่องมาเพียงใด ฝ่ายที่ไม่ไว้วางใจน่าจะมีธงอยู่ในใจว่า หากพรรคการเมืองหรือคนที่เป็นรัฐบาลถูกฟ้อง อัยการสูงสุดแม้ว่าจะเป็นอิสระ แต่ก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรงจะกล้ายื่นเรื่องต่อศาลหรือไม่?

แต่ถ้าเป็นกรณีบุคคลหรือกลุ่มคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัฐบาลถูกกล่าวหา แน่นอนว่าอัยการสูงสุดก็คงไม่มีปัญหาในการตัดสินพิจารณา แต่ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าไม่ใช่อัยการสูงสุดแล้ว ผมก็มองไม่เห็นว่าจะมีหน่วยงานใดที่เหมาะสมจะเป็นผู้พิจารณาตรวจสอบเรื่องสำคัญแบบนี้

ขณะเดียวกัน ถ้าอัยการสูงสุดมีความลำเอียงไม่เที่ยงตรง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ประชาชนก็จะออกมาชุมนุมประท้วงอย่างแน่นอน และเรื่องก็จะบานปลาย

ซึ่งในแง่นี้ ผมว่าอัยการสูงสุดก็คงไม่เสี่ยง หากเรื่องที่ยื่นเข้ามามีน้ำหนักชัดเจน เพราะฉะนั้นในแง่นี้ ผมสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 68 เพื่อให้อัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานคัดกรองในทำนองเดียวกันกับที่ผมสนับสนุนให้มีหน่วยงานดูแลการฟ้องร้องโดยใช้มาตรา 112 และหากวิตกว่าหลังจากแก้แล้วจะนำไปสู่การแก้ไขมาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ผมว่าหากเกิดขึ้นจริงๆ ประชาชนก็จะออกมาประท้วงอย่างแน่นอน

ส่วนมาตรา 237 ที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นกฎหมายยุบพรรคและลงโทษแบบเหมาเข่ง ผมเองก็ยังเห็นสมควรให้มีการยุบพรรคและเหมาเข่งอยู่ดี หาก “ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคนั้นเป็นเวลา 5 ปี แต่ถ้าเกิดข้อกล่าวหาขึ้น และหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่ปล่อยปละละเลย หรือถ้าทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว ยับยั้งแก้ไข พรรคการเมืองนั้นก็จะไม่โดนยุบ และหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคก็จะไม่ถูกตัดสิทธิ ข้อความมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า มันมีเงื่อนไขในการลงโทษ ไม่ใช่ว่าเมื่อมีการกล่าวหาผู้สมัครแล้ว จะต้องยุบพรรคหรือตัดสิทธิเสมอไป

อย่างไรก็ตาม หากไม่ต้องการให้มีการยุบพรรค เพราะกลัวว่าจะทำให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกต้องสูญเสียพรรคการเมืองอันเป็นที่รักและหวงแหน ก็ลงโทษเฉพาะหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคก็ได้ หรือถ้าอยากจะให้ลงโทษเฉพาะผู้กระทำผิดอย่างเดียวก็ได้ แต่ควรต้องกำหนดให้หนักกว่า 5 ปี และให้ติดคุกไปเลย ไม่มีการรอลงอาญา ไหนๆ จะเป็นผู้เสียสละรับผิดไปคนเดียวแล้ว ก็ต้องเอาเสียให้หนักแบบไม่มีใครกล้าเสี่ยงเพื่อพรรค แต่ถ้าจะลงโทษเฉพาะตัวก็ยังมีปัญหาตามมา นั่นคือ ในกรณีของการเลือกตั้งแบบสัดส่วนหรือบัญชีรายชื่อที่มีผู้สมัครของพรรคจำนวนหนึ่ง แต่ทุกคนอยู่ภายใต้หมายเลขเดียวกัน หากมีผู้สมัครในบัญชีรายชื่อบางคนซื้อเสียง และถูกลงโทษไปคนเดียว แต่ผู้สมัครที่เหลือก็ยังได้อานิสงส์อยู่ อย่างนี้จะทำอย่างไร?

คำตอบคือ ผู้สมัครทั้งหมดภายใต้หมายเลขเดียวกันนั้น จะต้องถูกปรับไม่ถือว่าได้คะแนนเสียงเลือกตั้งเลยสักคะแนนเดียว

ส่วนมาตรา 190 ผมก็สงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ทำไม สส.จำนวนหนึ่งถึงอยากจะลดอำนาจตัวเองหรืออำนาจของสภาในการกลั่นกรองตรวจสอบฝ่ายบริหาร? กลับอยากจะเอาใจฝ่ายบริหารเสียงั้น ทั้งๆ ที่ระบอบการปกครองของเราเป็นระบอบที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่รัฐสภา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท