
ดีทรอยต์ตะวันออก
นิตยสารอีโคโนมิสต์ ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ชั้นนำแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้สถานะ “ดีทรอยต์แห่งตะวันออก” จะแข็งแกร่งขึ้นหลังผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ทว่าการแข่งขันที่ดุเดือดจากภายในภูมิภาคเดียวกัน ก็อาจทำให้ไทยต้องสูญเสียสถานะดังกล่าวไปในอนาคต
นิตยสารอีโคโนมิสต์ ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ชั้นนำแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้สถานะ “ดีทรอยต์แห่งตะวันออก” จะแข็งแกร่งขึ้นหลังผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ทว่าการแข่งขันที่ดุเดือดจากภายในภูมิภาคเดียวกัน ก็อาจทำให้ไทยต้องสูญเสียสถานะดังกล่าวไปในอนาคต
อีโคโนมิสต์ระบุว่า หายนะครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นอันเนื่องมาจากอุทกภัยในไทยเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำคัญของประเทศไทยต่ออุตสาหกรรมรถยนต์โลก และเมื่อสามารถฟื้นตัวได้ในปีถัดมา กำลังการผลิตรถยนต์ในไทยก็พุ่งขึ้นไปแตะถึง 2.45 ล้านคันในปี 2555 และส่งผลให้ไทยขยับขั้นเป็นประเทศผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดอันดับ 7 ของโลกทันที
การผงาดขึ้นมาของอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ บรรดาค่ายรถยนต์ชั้นนำของญี่ปุ่นหันมาลงทุนผลิตรถยนต์ในไทยหลังวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในปี 2540 โดยเมินการตั้งฐานในมาเลเซียหรืออินเดียเนื่องจากมีกฎการร่วมทุนกับบริษัทในประเทศ
นอกจากนี้ ประเทศไทยก็ยังมีข้อเสนอต่างๆ ที่ดึงดูดการลงทุนในภาคยานยนต์ เช่น การผลิตรถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยลดภาษีนิติบุคคลลงตั้งแต่ 2030% โดยนับเป็นอัตราที่ต่ำกว่าในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ขณะเดียวกันไทยก็ยังมีนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายใน เช่น มาตรการรถคันแรก ซึ่งทำให้ในปี 2555 ไทยกลายเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปด้วยยอดจำหน่ายรถทั้งหมดถึง 1.44 ล้านคัน ขยับขึ้นมาโค่นอินโดนีเซียได้อีกครั้ง
ความสำเร็จของบรรดาค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ส่งผลให้บรรดาค่ายรถยนต์อื่นๆ หันมาใช้สูตรสำเร็จเดียวกันนี้มากขึ้น โดยเฉพาะการย้ายฐานมาจากประเทศที่มีต้นทุนแพงกว่า เช่น ออสเตรเลีย ขณะที่ฟอร์ดก็ประกาศสร้างโรงงานใหม่อีก 1 แห่งในไทยเมื่อปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม อีโคโนมิสต์ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจไว้ด้วยว่า ประเทศไทยจะคงความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ต่อไปได้อีกนานเพียงใด โดยมีความเป็นไปได้สูงที่ไทยอาจต้องสูญเสียสถานะดังกล่าวไปให้กับอินโดนีเซียในอนาคตข้างหน้า เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านรายนี้เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่กว่ามากและกำลังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบัน ไทยมีความได้เปรียบเหนืออินโดนีเซียในหลายด้านหลัก คือ ศักยภาพการแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐาน บรรยากาศทางธุรกิจ มาตรการจูงใจด้านภาษี ค่าแรง และอื่นๆ ทว่าข้อได้เปรียบเหล่านี้อาจไม่ยั่งยืนตลอดไป การขยายฐานการผลิตอย่างรวดเร็วส่งผลให้ไทยเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และไทยยังมีปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่อาจวางใจได้ ดังนั้น อนาคตของดีทรอยต์แห่งเอเชียตะวันออกจึงอาจต้องขึ้นอยู่กับการแข่งขันที่ดุเดือดหลังจากนี้เป็นต้นไป







