
สถิติปล้นพุ่ง-โจรชุมกรุง เหตุติดยา-พนัน-ต่างด้าว-ตกงาน
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
ตัวเลขการก่อเหตุอาชญากรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานครกำลังไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเหตุที่กระทบถึงความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งลักวิ่งชิงปล้น บ้างเสียทรัพย์ บ้างเสียทั้งทรัพย์แถมยังบาดเจ็บเข้าไปอีก ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองที่เสี่ยงภัยไปแล้ว
ตัวเลขคดีที่ประชาชนถูกประทุษร้ายต่อทรัพย์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2554-2555 มีมากถึง 18,477 คดี จับได้เพียง 7,248 คดี ยังไม่ถึงครึ่งของที่เกิดเหตุ และในแค่ช่วงไตรมาสแรกปี 2556 มีเหตุลักษณะดังกล่าวกว่า 9,000 ครั้ง จับได้เพียงแค่ 3,000 กว่าเหตุเท่านั้น
ตัวเลขนี้บ่งบอกอีกว่า อาชญากรรมจะสูงมากยิ่งขึ้นหากบีบกรอบเวลาให้แคบลงมา รอบ 6 เดือนล่าสุดระหว่างเดือน ต.ค. 2555มี.ค.2556 ในพื้นที่ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีเหตุอาชญากรรมต่อทรัพย์มากถึง 5,149 คดี แต่จับได้เพียง 1,855 คดี ถือว่าการจับกุมของตำรวจยังน้อยมากหากเทียบกับปริมาณคดีที่เพิ่มมากขึ้น
สาเหตุที่อาชญากรรมพุ่งสูงมาจากหลายปัจจัย พล.ต.ต.มานิต วงศ์สมบูรณ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ที่รับผิดชอบงานด้านป้องกันปราบปราม กล่าวว่า แน่นอนว่าคนที่ลงมือต้องการเงินและทรัพย์สินของเหยื่อ จะด้วยสาเหตุที่ต้องนำไปใช้จ่าย เช่น ติดยาเสพติด ติดการพนัน ตกงานอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจ รวมถึงกลุ่มคนต่างด้าวที่คิดว่าก่อเหตุแล้วจะหลบหนีกลับประเทศไป และกลุ่มที่แต่งรถซิ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ก่อเหตุได้
อีกมุมหลายคนมองว่าตำรวจอาจจะไม่จริงจัง เรื่องนี้ พล.ต.ต.มานิต บอกว่าไม่จริง เพราะตำรวจที่ผ่านมาระดมปราบปรามอย่างต่อเนื่องภายใต้คำสั่งของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ที่เน้นงานด้านอาชญากรรมเป็นหลัก แต่ดูเหมือนว่ายิ่งปราบก็ยิ่งจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับว่าเขาไม่เกรงกลัวกฎหมาย ที่สำคัญปัจจุบันอายุของผู้ก่อเหตุก็น้อยลงมากเรื่อยๆ เฉลี่ยเพียงแค่ 16 ปี ก็เริ่มใช้อาวุธก่อเหตุจี้ปล้นกันแล้ว
การก่อเหตุด้วยรถจักรยายนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะมีมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากการจับกุมของตำรวจนครบาลในแต่ละครั้งจะต้องมีของกลางเป็นรถจักรยานยนต์เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการหลบหนี และทำให้เหยื่อตามตัวได้ยากขึ้น รวมถึงปัจจุบันที่รถจักรยานยนต์เต็มท้องถนน การสกัดจับทันทีหลังเกิดเหตุของตำรวจก็เป็นไปได้ยาก
แน่นอนว่าการที่ตำรวจนครบาลระดมปราบปรามอาชญากรรมอย่างต่อเนื่องเดือนละ 12 ครั้ง ได้ผู้ต้องหาแต่ละครั้งหลายร้อยคน ทั้งเรื่องยาเสพติด บ่อนพนัน และคดีค้างเก่า ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยหยุดเวลาการก่อเหตุอาชญากรรมต่อประชาชน แต่อีกมุมหนึ่งก็สะท้อนได้ว่า ถึงแม้ว่าจะระดมปราบระดมจับมากแค่ไหน ตัวเลขการก่อเหตุที่โกหกใครไม่ได้ก็ยังพุ่งสูงอยู่ดี
พล.ต.ต.มานิต ชี้แจงประเด็นนี้ว่า เราพยายามแก้ไขปัญหาทั้งในพื้นที่เปลี่ยวต่างๆ หรือจุดเสี่ยงทั่วกรุงเทพฯ กลางคืนจะเพิ่มกำลังสายตรวจในสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตรวจตรากันตลอด กลางวันจะมุ่งเน้นไปที่บ้านเรือนประชาชน ร้านค้า ร้านทองคำ นอกจากนี้จะดึงมวลชนเข้ามาเป็นพวกให้มากขึ้น ทั้งกลุ่มวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่ต้องมาคอยเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ เพราะยอมรับตรงๆ ว่ากำลังตำรวจไม่เพียงพอ แต่ก็จะทำให้ดีที่สุด เพราะเราเชื่อว่างานป้องกันก็มีความสำคัญ ที่ต้องควบคู่ไปกับงานปราบปราม
จะหันหน้าไปทางไหนก็อันตราย มีความสุ่มเสี่ยงจะเกิดเหตุได้ตลอดเวลา ไม่เว้นทั้งผู้ชายหรือผู้หญิง หากพลาดพลั้งขึ้นมา หรือดวงซวยก็อาจจะเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับยุคปัจจุบัน ที่อาวุธปืนหาง่ายพอๆ กับผักปลาในตลาด ชีวิตของคนอยู่บนเส้นด้าย ต่อไปคงไม่ได้เสียแค่ทรัพย์ แต่ชีวิตก็อาจจะต้องสูญเสียไปด้วย ถือเป็นเรื่องที่ตำรวจต้องเข้มให้ยิ่งกว่าเดิม อย่าให้โจรชุมมากกว่ายุง







