
ปูรอด!ป.ป.ช.ไม่ตั้งอนุกก.ไต่สวนปล่อยกู้ 30 ล.
ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ไม่ไต่สวนนายกรัฐมนตรี ปล่อยกู้ให้บริษัทของสามี 30 ล้านบาท เหตุไม่เข้าข่ายแจ้งบัญชีทรัพย์สิน
ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ไม่ไต่สวนนายกรัฐมนตรี ปล่อยกู้ให้บริษัทของสามี 30 ล้านบาท เหตุไม่เข้าข่ายแจ้งบัญชีทรัพย์สิน
เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเอกฉันท์รับทราบรายงานจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ได้จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งสส.เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2554 และเข้ารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 10 ส.ค.2554 ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 มาตรา 34 จากกรณีให้บริษัทแอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด กู้ยืมเงินจำนวน 30 ล้านบาท โดยจะไม่มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนแต่อย่างใด
นายกล้านรงค์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบในแต่ละประเด็นพบว่า ประเด็นที่1.การกู้เงินยืม 3 ครั้งรวม 30 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้กู้เงิน 3 ครั้งจริงได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 6 ต.ค.2549 จำนวน 20 ล้านบาท ครั้งที่2 วันที่ 9 มี.ค.2550 จำนวน 5 ล้านบาท และครั้งที่ 3 วันที่ 13 มี.ค.2550 จำนวน 5 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 3 ครั้งบริษัทฯมีหลักฐานการกู้ยืมเงินจริงเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ฉบับที่ 01/2549 ฉบับที่ 01/2550 และ ฉบับที่ 02/2550
ประเด็นที 2 สถานที่ออกตั๋วและรูปแบบตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 3 ฉบับทำขึ้นที่บริษัทฯทำขึ้นตามวันที่มีการกู้เงินกัน แม้รูปแบบของตั๋วสัญญาใช้เงินจะมีรูปแบบและเนื้อความคล้ายกันโดยแตกต่างกันตรงตัวเลขที่ตั๋วและวันที่ออกตั๋ว แต่นั่นเป็นเพียงรูปแบบของตั๋วสัญญาใช้เงินที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
ประเด็นที่ 3 งบการเงินของบริษัทฯ เดิมเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ได้ตั้งประเด็นเอาไว้ว่าในรายงานงบดุลของบริษัทฯ ในปี 2549 ไม่พบรายงานการกู้ยืมเงินแต่ไปปรากฏว่าในงบดุลของบริษัทฯแต่ไปปรากฏว่าในงบดุลของบริษัทฯ ในปี 2550 โดยจากการตรวจสอบพบว่างบดุลของบริษัทฯ มีรอบระยะเวลาเริ่มวันที่ 1 พ.ค.และสิ้นสุดในวันที่ 30 เม.ย.ของปีถัดไป ดังนั้น การกู้ยืมเงินจากน.ส.ยิ่งลักษณ์จำนวน 30 ล้านบาทตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค.2549 ถึงวันที่ 13 มี.ค.2550 ทำให้งบดุลปี2549 สิ้นสุด ณ 30 เม.ย.2549 จึงยังไม่ปรากฏข้อมูลเงินกู้ยืมจากบุคคลอื่น โดยจำนวนเงินกู้ยืมเงินทั้งหมดจะมาปรากฏในปีงบดุลปี 2550 ณ วันที่ 30 เม.ย.2550 แทน
ประเด็นที่ 4 การกำหนดอัตราดอกเบี้ย แม้ว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยจะไม่ตรงกัน กล่าวคือ ในตั๋วสัญญาใช้เงินกำหนดดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำ 1 ปีของธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) ขณะที่ในงบดุลของบริษัทฯ ณ วันที่ 30 เม.น.2550 กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เงินในอัตรา 2.5-3.75% ต่อปี แต่จากการตรวจสอบพบสาเหตุที่อัตราดอกเบี้ยไม่ตรงกันเพราะในครั้งแรกบริษัทฯขอกู้เงินจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยตกลงกันว่าจะขอคิดดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำ1ปี แต่ภายหลังจากมีการกู้ยืมเงินกันทางบริษัทฯได้ทำข้อตกลงกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ใหม่
โดยได้ตกลงกันว่าเงินกู้เงินจำนวน 20 ล้านบาทตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับแรกขอคิดอัตราดอกเบี้ยใน 2 ปีแรกในอัตรา 2.50%ต่อปี ส่วนในปีต่อไปให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำ 1 ปี ของธนาคารกรุงไทย ตามที่ปรากฏตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ส่วนเงินกู้อีก 2 ฉบับ ฉบับละ 5 ล้านดังกล่าวได้ตกลงกันว่าให้คิดอัตราดอกเบี้ยของอัตราเงินฝากประจำ 1 ปีของธนาคารกรุงไทย ซึ่งในปี 2550 อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.75%ต่อปี ดังนั้น การจัดทำงบดุลของบริษัทฯในปี 2550 มีอัตราดอกเบี้ยหลายอัตรา ดอกเบี้ยในรายการงบดุลจึงต้องลงอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดที่มีการกู้ คือ 2.5% และสูงสุดที่มีการกู้ คือ 3.75%ต่อปี ด้วยเหตุนี้ทำให้การบันทึกอัตราดอกเบี้ยในงบการเงินของบริษัทฯจึงต้องระบุว่ามีอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ 2.5-3.75%ต่อปี
ประเด็นที่ 5 การชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ป.ป.ช.ได้ตั้งประเด็นเอาไว้ว่ารายการเงินให้กู้ยืมเงินนั้นส่อเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ โดยการตรวจสอบพบว่าปัจจุบันบริษัทฯ ยังไม่มีการชำระเงินต้น 30 ล้านบาทแต่ได้ตกลงชำระดอกเบี้ยให้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ และได้ชำระแล้ว 5 ครั้ง ได้แก่ครั้งที่ 1 วันที่ 15 ก.ย.2553 ครั้งที่ 2 วันที่ 13 ต.ค.2553 ครั้งที่ 3 วันที่ 13 พ.ย.2553 ครั้งที่ 4 วันที่ 13 ธ.ค. 2553 และครั้งที่ 5 วันที่ 4 เม.ย.2555 ซึ่งทุกครั้งมีหลักฐานเป็นเช็คทั้งหมด
สำหรับสาเหตุที่ทำการชำระดอกเบี้ยในปี 2553 ทั้งที่บริษัทฯได้กู้เงินจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ตั้งแต่ 2549 เพราะนายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน และกรรมการบริษัทฯ ได้ตกลงกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าจะชำระดอกเบี้ยเมื่อบริษัทฯเริ่มมีสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งบริษัทฯ เริ่มมีสภาพคล่องทางการเงินในปี 2553 จึงได้เริ่มชำระดอกเบี้ยให้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์
“เมื่อพิจารณาจากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของผู้ยื่น รวมทั้งได้ตรวจสอบยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารหลักฐานและการให้ถ้อยคำของผู้ที่เกี่ยวข้อง วินิจฉัยได้ว่ากรณีรายการเงินให้กู้ยืมเงินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ระบุให้บริษัทแอ็ด อินเด็กซ์ จำกัดกู้ยืมเงิน 30 ล้านบาท นั้นมีอยู่จริง ดังนั้น กรณีประเด็นที่ปรากฏเป็นข่าวยังฟังไม่ได้ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542” นายกล้านรงค์ กล่าว







