
"เสียงเล็กๆ"เมื่อต้องเป็นหนี้เพื่อชาติ
เสียงเล็กๆจากประชาชนต่อการเดินหน้ากู้เงิน 2 ล้านล้านบาทที่มาพร้อมภาระหนี้อีก 50 ปี
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ผ่านไปแล้วกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังรับหลักการร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท โดยใช้ระยะเวลากู้ 7 ปี ปีละ 3 แสนล้านบาท ผลของการกู้มโหฬารครั้งนี้จะก่อให้เกิดหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากเดิม 44.06 % เป็น ไม่เกิน 50 %ของจีดีพี
ทั้งนี้รัฐบาลยอมรับว่า ดอกเบี้ยจะบานกว่า 3 ล้านล้านบาท เท่ากับว่าต้องจ่ายเงินต้นรวมดอกเบี้ยกว่า 5 ล้านล้านบาท และกว่าไทยจะใช้หนี้หมดก็ปี พ.ศ. 2606
ด้านเอแบคโพล ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชน พบว่า กว่าร้อยละ 70 คิดว่าการกู้ครั้งนี้เป็นการสร้างภาระหนี้สินให้กับประชาชน รองลงมา ร้อยละ 15.6 ระบุเป็นต้นตอของทุจริตคอร์รัปชั่นขั้นรุนแรง ส่วนนิด้าโพลก็ออกมาเตือนห่วงเกิดภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตกอีกรอบ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กับการเป็นหนี้ร่วมกันมันจะคุ้มไหม
โพสต์ทูเดย์ ออกสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อการกู้เงินก้อนใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์นี้
นายณัฐวุฒิ สายหยุด อาชีพรับราชการทหาร จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน แม้ว่าจะมีการปรับระบบขนส่งให้ดีขึ้น เพราะอยากให้มีการบริหารการใช้งบประมาณแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้แทน ทำไมไม่ใช้ที่มีให้ดีก่อนจะไปกู้ให้เป็นหนี้มากขึ้
นายสรศักดิ์ โกศลชัย อาชีพวิศวกร จังหวัดสตูล บอกว่า ไม่เห็นด้วยที่คนต่างจังหวัดจะต้องแบกรับภาระหนี้ ตั้ง 50 ปี เพื่อให้มีรถไฟไปเชียงใหม่-หัวหิน ขนาดรถไฟธรรมดายังขาดทุน ไม่อยากให้ไทยกลายเป็นประเทศล้มละลายแบบประเทศอาร์เจนติน่า ไซปรัส หรือกรีซ
นายภคโกสินทร์ นุกิจรังสรรค์ อาชีพนักธุรกิจ จ. นครศรีธรรมราช กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะไม่มีการแจงรายละเอียดการกู้ที่ชัดเจน อาจต้องแบกภาระใช้หนี้ไปยันรุ่นลูกหลาน เริ่มคิดว่า ทำไมประชาชนไม่มีสิทธิเลือกที่จะเสียหรือไม่เสียภาษีให้กับรัฐบ้าง
น.ส.มาลิลี พรภัทรเมธา อาชีพคอลัมนิสต์ จังหวัดอุบลราชธานี บอกว่า ตอนนี้คนไทยต้องทำงานใช้หนี้อย่างเดียว ภาระการผ่อนรถคันแรกบวกกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นก็มากพอแล้ว ถ้ารัฐกู้เงินอีก ประชาชนก็อาจต้องใช้หนี้ผ่านระบบภาษีที่แพงขึ้น อยากให้มีการประชาพิจารณ์ก่อน ไม่ใช่ตัดสินใจโดยคนไม่กี่คน เพราะหากเปลี่ยนรัฐบาล โครงการอาจชะงัก รัฐไม่ควรมุ่งพัฒนาสาธารณูปโภคอย่างเดียว
อีกมุมหนึ่งที่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.กู้เงินนี้ อย่าง นายสุวิศิษฎ์ แสงเออังกูร อาชีพพนักงานข้าราชการ จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ประเทศขาดการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานมานานแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นกำลังแข่งขันกันพัฒนา การกู้โดยตีงบไว้เผื่ออนาคตจะทำให้การลงทุนมีความต่อเนื่อง แต่ต้องมีมาตรการตรวจสอบการดำเนินการอย่างเคร่งครัด
น.ส.สโรชา ราชวงศ์ จังหวัดกรุงเทพฯ กล่าวว่า เห็นด้วยที่ต้องเป็นหนี้ ถ้าหากเงินก้อนนี้จะทำให้ลูกหลานในอนาคตและพี่น้องร่วมชาติได้ใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งมวลชนความเร็วสูงและมีประสิทธิภาพทัดเทียมนานาประเทศ คนที่มีฐานะปานกลาง – ดี ก็ไม่ค่อยได้ใช้รถสาธารณะ โครงการนี้จึงน่าจะตอบสนองต่อภาคประชาชนทุกจังหวัด หากเป็นการประหยัดเวลาในการเดินทางและราคาสมเหตุสมผล
นายชัยสิทธิ์ ถิระโคตร เจ้าหน้าที่อบต.เตย จ.อุบลราชธานี บอกว่า เป็นเรื่องธรรมดา เพราะกู้ทุกรัฐบาล จะมากน้อยก็ถือว่าเอามาพัฒนาประเทศ แต่อยู่ที่ว่าจะบริหารจัดการเงินก้อนนี้อย่างไรให้เหมาะสม
จากนี้ต่อไปคนทั้งประเทศคงต้องลุ้นต่อว่า รัฐบาลจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.กู้เงินมากที่สุดในประวัติการณ์ ฉบับนี้ต่อไปอย่างไร ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งบวกและลบ ระบบเศรษฐกิจที่ผันผวนในเวทีโลก เงินบาทแข็งค่า และการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558







