posttoday
สัมปทานการสำรวจและขุดเจาะปิโตเลียมในประเทศไทย

สัมปทานการสำรวจและขุดเจาะปิโตเลียมในประเทศไทย

04 เมษายน 2556

หนึ่งในหัวข้อที่มีการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ และพูดถึงกันมากในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อสังคมประเภท Social Media ก็คือ เรื่องการให้สัมปทานการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในประเทศไทย

หนึ่งในหัวข้อที่มีการถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ และพูดถึงกันมากในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อสังคมประเภท Social Media ก็คือ เรื่องการให้สัมปทานการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในประเทศไทย

โดยหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดก็คือ ประเทศไทยเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียม (ค่าสัมปทาน) จากบริษัทผู้ได้รับสัมปทาน (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทน้ำมันต่างชาติ) ในอัตราที่ต่ำจนเกินไป โดยอัตราที่พูดถึงกันอยู่ตลอดเวลาก็คือ 12.5% ของมูลค่าปิโตรเลียมที่ขุดได้ ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นอัตราที่ต่ำกว่าที่ประเทศอื่นๆ เรียกเก็บ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้ หรือแม้แต่ในเอเชียด้วยกันที่เรียกเก็บสูงถึง 70-80% ของรายได้ ทำให้ประเทศไทยต้องเสียเปรียบต่างชาติมาก และเป็นต้นเหตุของน้ำมันราคาแพง เพราะรัฐบาลขาดรายได้ที่จะนำมาอุดหนุนราคาน้ำมันให้ถูกลง

ก่อนที่จะตอบชี้แจงข้อวิพากษ์วิจารณ์นี้ เราควรมาดูกันก่อนว่าประเทศไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserve) มากน้อยแค่ไหน และความยากง่ายในการขุดเจาะ สำรวจและผลิตเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เป็นอย่างไร เพราะปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ตลอดจนลักษณะทางกายภาพของแหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทย ล้วนแต่มีผลต่อค่าใช้จ่าย เงินลงทุนในการสำรวจ ขุดเจาะ และผลตอบแทนที่ผู้ประกอบการจะเสนอต่อรัฐบาลทั้งสิ้น

ตามข้อมูลในรายงานของ BP Statistical Review of World Energy Outlook 2012 และรายงานประจำปี 2554 ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ประเทศไทยมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้ว 9.9-10.1 ล้านล้าน ลบ.ฟุต เป็นลำดับที่ 42 ของโลก โดยปริมาณสำรองที่มีอยู่จะใช้ไปได้ตามอัตราการใช้ในปัจจุบันอีก 10 ปีเท่านั้น

ส่วนประเทศที่มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติสูงที่สุดห้าอันดับแรกของโลก คือ รัสเซีย อิหร่าน กาตาร์ เติร์กเมนิสถาน และสหรัฐ ซึ่งมีปริมาณสำรองก๊าซสูงสุด ตั้งแต่ 3001,575 ล้านล้าน ลบ.ฟุต ซึ่งสูงกว่าประเทศไทยมากมายทั้งสิ้น

ประเทศในแถบอาเซียนที่มีสำรองก๊าซธรรมชาติอยู่ในรายงานของ BP ก็มี อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และบรูไน ซึ่งติดอันดับที่ 14, 15, 30 และ 40 ตามลำดับ โดยมีสำรองก๊าซสูงสุดที่ 105 ล้านล้าน ลบ.ฟุต และต่ำสุด 10.2 ล้านล้าน ลบ.ฟุต

ในส่วนของน้ำมันดิบประเทศไทยก็มีปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วเป็นอันดับที่ 47 ของโลก โดยมีอยู่ 440 ล้านล้าน ลบ.ฟุต หรือประมาณ 400 ล้านบาร์เรล ผลิตได้ในอัตรา 2.23 แสนบาร์เรล/วัน ใช้ไปได้อีกประมาณ 5 ปี

ส่วนอันดับ 15 คือ เวเนซุเอลา ซาอุดี…อาระเบีย แคนาดา อิหร่าน และอิรัก โดยมีปริมาณสำรองอยู่ระหว่าง 143,100-296,500 ล้านล้าน ลบ.ฟุต สูงกว่าประเทศไทยมากมายมหาศาลนัก

ประเทศในแถบอาเซียนที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วตามรายงานของ BP ก็คือ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และบรูไน ซึ่งติดอันดับที่ 23, 26, 28 และ 41 ตามลำดับ โดยมีปริมาณสำรองตั้งแต่ 1,1005,860 ล้านล้าน ลบ.ฟุต ซึ่งก็ยังสูงกว่าประเทศไทยค่อนข้างมากอยู่ดี

จากตัวเลขดังกล่าว จะเห็นได้ว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูงในด้านของปริมาณสำรองปิโตรเลียมมากอย่างที่เข้าใจกันแต่อย่างใด อีกทั้งแหล่งปิโตรเลียมของไทยยังเป็นแหล่งขนาดเล็กและกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ เป็นบริเวณกว้าง ทำให้การสำรวจ ขุดเจาะ และผลิต ต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมากกว่าแหล่งซึ่งเป็นแหล่งใหญ่และรวมอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน

ตัวอย่างนี้จะเห็นได้ชัดเจนในกรณีของการสำรวจ ขุดเจาะ และผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งบงกชในอ่าวไทยเทียบกับแหล่งยาดานาและเยตากุนในอ่าวเมาะตะมะของพม่า (ตาราง 1)

จะเห็นได้ว่าการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยต้องใช้เงินลงทุนและค่าใช้จ่ายสูงกว่าในพม่ามาก เพราะต้องขุดหลุมสำรวจและหลุมผลิตเป็นจำนวนมาก แต่จะได้ก๊าซในปริมาณใกล้เคียงกัน (เป็นที่มาของข่าวที่ส่งผ่านในสื่อสังคมว่า ในอ่าวไทยมีแท่นขุดเจาะน้ำมันเป็นพันๆ แท่น แล้วจะบอกว่าเราผลิตน้ำมันได้น้อยได้อย่างไร)

ลักษณะทางกายภาพของแหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทย รวมทั้งปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วซึ่งมีไม่มากนัก และปริมาณสำรองที่คาดว่าจะค้นพบในอนาคต ก็ไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าจะมีแหล่งสำรองขนาดใหญ่ จึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะตั้งเงื่อนไขในการแบ่งปันผลกำไรจากการให้สัมปทานปิโตรเลียมสูงจนเกินไปเหมือนประเทศในอเมริกาใต้หรือตะวันออกกลางที่มีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงพลังงานโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติก็ได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมหลายครั้ง จากระบบ Thailand 1 ไปเป็น Thailand 3 จนสามารถเก็บรายได้จากสัมปทานปิโตรเลียมได้เพิ่มขึ้น โดยล่าสุดในปี 2555 สามารถเก็บรายได้จากภาษีปิโตรเลียม ค่าภาคหลวง และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ ได้รวมกันเป็นเงินถึง 161,011 ล้านบาทเลยทีเดียว

ซึ่งถ้าเรานำเอามูลค่าของการผลิตปิโตรเลียมทั้งหมดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2524-2554 (ตาราง 2)

ดังนั้น คิดยังไงๆ ส่วนแบ่งรายได้จากการให้สัมปทานปิโตรเลียมของไทยก็ไม่ใช่แค่ 12.5% อย่างที่ชอบเอามาอ้างๆ กันใน Social Media และที่บอกว่าแม้แต่กัมพูชายังคิดส่วนแบ่งรายได้สูงถึง 7080% นั้น ผมก็ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหน เพราะวันนี้กัมพูชายังไม่ได้เริ่มขุดน้ำมันเสียด้วยซ้ำไป

ส่วนบางคนพอจนแต้มกับตัวเลขแบ่งปันผลประโยชน์ 60/40 ระหว่างรัฐกับผู้รับสัมปทาน ก็ดิ้นไปข้างๆ คูๆ ว่า ต้องคิดจากตัวเลขก่อนหักค่าใช้จ่ายถึงจะยอมรับได้

ถ้าอย่างนั้นผมว่าต้องให้ท่านไปตั้งบริษัทของท่านเองแล้วมาขอรับสัมปทานดูซิว่า ท่านจะทำได้ไหม!!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท