
ขอ พรบ.กู้เงินเพื่อการศึกษา
ไหนๆ เราก็จะมี พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเภทที่เป็นของแข็ง หรือฮาร์ดแวร์ เช่น รางเหล็ก หัวรถจักร และสิ่งปลูกสร้างที่เป็นคอนกรีตกันแล้ว ผมก็ไม่อยากให้มองข้ามโครงสร้างพื้นฐานประเภทที่เป็นของอ่อน หรือซอฟต์แวร์ ที่มักจะแตะต้องไม่ได้ แต่มีความสำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือเรื่องการศึกษาของคนไทย
ไหนๆ เราก็จะมี พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานประเภทที่เป็นของแข็ง หรือฮาร์ดแวร์ เช่น รางเหล็ก หัวรถจักร และสิ่งปลูกสร้างที่เป็นคอนกรีตกันแล้ว ผมก็ไม่อยากให้มองข้ามโครงสร้างพื้นฐานประเภทที่เป็นของอ่อน หรือซอฟต์แวร์ ที่มักจะแตะต้องไม่ได้ แต่มีความสำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือเรื่องการศึกษาของคนไทย
ผมอยากชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา นอกจากจะใช้เงินน้อยกว่ากันมากแล้ว ประโยชน์ที่ได้ยังยิ่งใหญ่กว่าและยั่งยืนกว่าเป็นอันมาก และมีรายได้ในทางอ้อมจากระบบภาษีมากเพียงพอที่จะนำมาใช้หนี้โดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า
ขอไล่เรียงให้ดูทีละประเด็นนะครับ ดังนี้
เรื่องแรก รูปแบบของโครงการและวงเงินลงทุน ผมจะขอเสนอตามจินตนาการของผม ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า หากประชาชนทุกคนมีคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารความเร็วสูงใช้ ก็จะสามารถท่องโลกอินเทอร์เน็ตและเข้าถึงแหล่งความรู้จากทั่วทุกมุมโลก
อุปกรณ์หลักคือคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตจำนวน 13 ล้านเครื่อง ตัวเลขนี้มาจากจำนวนประชากรประมาณ 65 ล้านคน อัตราส่วน 5 คนต่อ 1 เครื่อง รัฐบาลไม่ต้องลงทุนเอง แต่ให้เปิดประมูลเหมาเช่าเป็นรายปี โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ให้เช่าจะต้องบำรุงรักษาเครื่องให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตลอดเวลา และจะต้องเปลี่ยนรุ่นใหม่มาแทนรุ่นเก่าเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้ล้าสมัย ตลอดจนต้องส่งคนมาประจำเพื่อดูแลเครื่องและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้เครื่อง
ผมประมาณเอาเองว่าค่าเช่าเฉลี่ยไม่น่าจะเกินเครื่องละ 2,000 บาทต่อปี (เข้าใจว่าแท็บเล็ตที่แจกเด็ก ป.1 ก็ราคาเพียงประมาณเครื่องละ 2,000 บาท) รวม 13 ล้านเครื่องไม่เกิน 2.6 หมื่นล้านบาทต่อปี
สถานที่ให้ใช้สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่โรงเรียนชั้นประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ทั้งของรัฐบาลและเอกชน โดยรัฐบาลไม่ต้องเสียค่าเช่า เพราะถือเป็นบริการให้กับโรงเรียน แลกเปลี่ยนกับการที่โรงเรียนให้บริการกับสาธารณะ โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมให้โรงเรียนต้องจัดครูอาจารย์มาช่วยอยู่ดูแลห้องคอมพิวเตอร์ รวมทั้งสอนวิธีใช้เครื่องเพื่อการศึกษาหาความรู้ ตลอดจนช่วยควบคุมไม่ให้มีการใช้เครื่องผิดวัตถุประสงค์
ประชาชนทุกคนมีสิทธิมาลงชื่อจองเวลาขอใช้เครื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ใครอยู่ใกล้โรงเรียนไหนก็ไปใช้บริการที่นั่นได้ทุกเมื่อ มาก่อนก็มีสิทธิก่อน และหากคิวยาวก็อาจจำกัดครั้งละ 2 ชั่วโมง
การสื่อสารให้ใช้ระบบไวไฟความเร็วสูง โดยรัฐบาลไม่ต้องลงทุนเองอีกเช่นกัน แต่ให้เปิดประมูลเหมาจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายปี ซึ่งก็จะเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณธุรกิจให้กับกลุ่มบริษัทที่ได้รับสัมปทานด้านสื่อสาร
ผมประมาณเอาเองอีกเช่นกันว่า ค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสารเฉลี่ยไม่น่าจะเกินเครื่องละ 1,000 บาทต่อปี รวม 13 ล้านเครื่องไม่เกิน 1.3 หมื่นล้านบาทต่อปี
รวมค่าใช้จ่ายทั้งสองรายการไม่เกิน 3.9 หมื่นล้านบาทต่อปี หากกำหนดอายุโครงการและทำสัญญาเช่าผูกพันเป็นเวลา 10 ปี โครงการนี้ก็จะมีวงเงินรวมเพียง 3.9 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ถึง 1 ใน 5 ของ พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท
เรื่องต่อมา ประโยชน์ที่จะได้รับก็ชัดเจน คือโครงการนี้จะทำให้คนไทยทุกคน ไม่ว่ารวยหรือจน อยู่ในเมืองหรือในชนบทห่างไกล มีโอกาสเข้าถึงคอมพิวเตอร์และแหล่งความรู้เกือบจะเรียกได้ว่าเท่าเทียมกัน ทำให้ทุกคนมีโอกาสพัฒนาตนเอง และยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของตนเองและครอบครัว
ในแง่มุมของการพัฒนา ผลได้จากโครงการนี้จะมีความยั่งยืนยิ่งกว่าหัวรถจักรและรางรถไฟ เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่มีระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น ต่อไปเมื่อมีลูกหลานก็จะผ่านต่อองค์ความรู้ไปให้ลูกหลาน ไม่ว่าจะมีการต่ออายุของโครงการหรือไม่ก็ตาม
ทางด้านเศรษฐกิจ เมื่อคนมีความรู้มากขึ้น มีทักษะมากขึ้น ก็จะมีความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานสูงตามไปด้วย ทำให้ระดับรายได้โดยเฉลี่ยของคนไทยสูงขึ้น เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเร็วขึ้น และมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น
การพัฒนาคนจะเป็นการเตรียมพร้อมประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่สำคัญมากกว่าการปรับปรุงระบบคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท
เรื่องสุดท้าย การชำระหนี้ที่เกิดจาก พ.ร.บ.กู้เงิน โครงการนี้แม้จะไม่มีรายได้โดยตรงสำหรับนำมาชำระหนี้ แต่จะมีรายได้ในทางอ้อมจากระบบภาษีเป็นจำนวนมาก
ที่เป็นเช่นนี้เพราะภายในไม่กี่ปีตลาดแรงงานของเราจะกลายเป็นตลาดที่มีทักษะและความรู้มากขึ้น สามารถรองรับการลงทุนและการจ้างงานประเภทที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่เป็นการขายแรงงานเป็นหลัก
รัฐจะเก็บภาษีได้มากขึ้น ทั้งจากบุคคลธรรมดาที่เงินเดือนเฉลี่ยสูงขึ้น จากนิติบุคคลที่กำไรเฉลี่ยมากขึ้น และจากภาษีมูลค่าเพิ่มอันเนื่องมาจากมีการหมุนเวียนใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
ภาษีส่วนที่รัฐเก็บเพิ่มได้ ในระยะยาวน่าจะมีมากกว่ามูลค่าของโครงการหลายเท่า ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทั่วไปที่ว่า การลงทุนด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
หากเปรียบกับ พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท จะเห็นได้ชัดว่าโครงการด้านคมนาคมขนส่งส่วนใหญ่ไม่สามารถสร้างรายได้เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ รัฐบาลจึงได้แต่กล่าวอ้างแบบลอยๆ ว่า จะสามารถชำระหนี้ได้ทั้งหมดภายใน 50 ปี
สอบถามความรู้สึกของคนทั่วไป ส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่ารัฐบาลมีแผนการชำระหนี้ที่เป็นรูปธรรม หลายคนบอกว่าชาติหน้าก็ใช้หนี้ไม่หมด
มองจากสายตาของนักการเงิน แผนการชำระหนี้ 50 ปีเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะหากอัตราดอกเบี้ยในอนาคตสูงขึ้นเพียง 12% นอกจากจะชำระคืนเงินต้นไม่ได้แล้ว แม้แต่ดอกเบี้ยก็จะชำระไม่ไหวด้วย
ก่อนจบอยากขอยืนยันว่า ที่เสนอเรื่องนี้มิได้เป็นการประชดรัฐบาล เพียงแต่อยากจะบอกว่า หากจะต้องยอมสละวินัยการคลังและยอมให้รัฐบาลทำนอกกรอบ ก็อยากให้ทำเรื่องการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก่อนเรื่องอื่นๆ







