
พญาอินทรีผงาดคุมน้ำมัน-ก๊าซ เปลี่ยนชะตาโลก
นับเป็นประเด็นที่เริ่มได้รับการถกเถียงในหมู่นักวิเคราะห์มากขึ้นเรื่อยๆ ถึงสถานการณ์พลังงานโลกในอนาคต
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
นับเป็นประเด็นที่เริ่มได้รับการถกเถียงในหมู่นักวิเคราะห์มากขึ้นเรื่อยๆ ถึงสถานการณ์พลังงานโลกในอนาคต และปัจจัยเสี่ยงต่อภูมิภาคที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลักกันอย่างคึกคัก หลังจากสหรัฐประกาศเดินหน้าผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากทรัพยากรธรรมชาติในประเทศด้วยต้นทุนที่ไม่แพง ในปริมาณมหาศาลพอส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก
เพราะความก้าวหน้าข้างต้นหมายถึง การที่สหรัฐอเมริกาจะสามารถรั้งความเป็นมหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลกเอาไว้ได้ อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะมีอิทธิพลมหาศาลถึงขั้นกำหนดเปลี่ยนแปลง รวมถึงเป็นศูนย์กลางด้านภูมิศาสตร์การเมืองและภูมิศาสตร์เศรษฐกิจของโลกได้ ในฐานะผู้กำหนดกฎระเบียบใหม่ด้านนโยบายการต่างประเทศของโลก และจะมีอิทธิพลแข็งแกร่งมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศหนึ่งมีความได้เปรียบเหนืออีกประเทศ คือ “พลังงาน” โดยจะเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์โลกที่ผ่านมา ประเทศในแถบตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ซึ่งกุมการผลิตน้ำมันมานานหลายทศวรรษ ค่อนข้างมีอำนาจในการต่อรอง กระทั่งประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่นต้องยอมลงให้
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่หลายต่อหลายประเทศจะพยายามแสวงหาแหล่งพลังงานเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงทางพลังงาน โดยยืนยันได้จากความเคลื่อนไหวเมื่อไม่นานมานี้ของสหรัฐ ที่การสกัดน้ำมันจากหินน้ำมันกำลังได้รับความนิยมสูงสุด เช่นเดียวกับจีนที่เปิดสัมปทานให้เอกชนต่างชาติเข้ามาผลิตน้ำมันจากหินน้ำมันในประเทศเช่นกัน ขณะที่ญี่ปุ่นลงมือสำรวจและขุดเจาะก๊าซธรรมชาติจากแผ่นน้ำแข็งในพื้นดินใต้ทะเล
อย่างไรก็ตาม วินาทีนี้สหรัฐดูจะเป็นประเทศที่สามารถขึ้นแท่นเป็นหมายเลข 1 ด้านพลังงานโลกมากที่สุด โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าสหรัฐจะเป็นผู้นำพลังงานโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า ในฐานะเจ้าของเทคโนโลยีล่าสุดในการสกัดเอาน้ำมันออกจากหินน้ำมัน และขุดเจาะก๊าซธรรมชาติขึ้นใช้ได้ และยิ่งเมื่อบวกกับแนวโน้มการผลิตในปัจจุบันที่พัฒนาจนสามารถใช้พลังงานได้อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ ทำให้ความต้องการใช้พลังงานน่าจะลดน้อยถอยลงจนราคาถูกลง
แดน เยอร์จิน นักวิเคราะห์ด้านพลังงาน กล่าวว่า ทันทีที่มีรายงานข่าวเรื่องสหรัฐสามารถขุดเจาะและสกัดน้ำมันออกจากหินน้ำมัน (Shale Oil) และก๊าซธรรมชาติเหลว (ก๊าซแอลพีจี) ได้ในปริมาณมหาศาลด้วยต้นทุนที่ไม่แพงได้สำเร็จ มุมมองของโลกที่มีต่อสหรัฐก็เปลี่ยนไป โดยมองสหรัฐในแง่ที่มีศักยภาพและมีความสามารถในการแข่งขันเต็มที่ เพราะเท่ากับว่าภาคการผลิตสหรัฐไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครอีกต่อไป
ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านพลังงานต่างเห็นว่า แนวโน้มข้างต้นไม่ต่างอะไรกับการเสริมเขี้ยวเล็บให้สหรัฐมีอิทธิพลมากขึ้น เพราะ 1) สหรัฐจะมีบทบาทควบคุมราคาน้ำมันโลกในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ 2) เศรษฐกิจมีศักยภาพในการแข่งขัน และ 3) มีอำนาจต่อรองที่หลายประเทศรับฟังและให้ความร่วมมือ ในฐานะทางเลือกแหล่งพลังงานที่ทุกคนสามารถพึ่งพาได้
เอ็ดวาร์ด มอร์ส นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจากซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า กรณีดังกล่าวจะส่งผลให้โอเปกสูญเสียอำนาจควบคุมราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากมีสหรัฐผลิตน้ำมันป้อนสู่ตลาดในปริมาณที่จะดันให้น้ำมันสำรองของโลกมีมากกว่า 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ผลลัพธ์ข้างต้นทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มถูกลง โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันน่าจะถูกกว่าในขณะนี้ซึ่งอยู่ที่ราว 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอาจจะปรับลดเหลือประมาณ 70-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รายงานว่า เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ประเทศผู้ผลิตน้ำมันจำเป็นต้องขายราคาน้ำมันให้ได้มากกว่าราคาต่ำสุดที่จะขายได้ เพื่อรักษาดุลบัญชีงบประมาณประเทศ กลายเป็นสถานการณ์ที่บีบให้ประเทศเหล่านี้ต้องผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น เพื่อชดเชยรายได้ที่หดหายไป ซึ่งนักวิเคราะห์เห็นว่าแนวโน้มดังกล่าวจะสั่นคลอนระเบียบกลไกที่กลุ่มโอเปกเคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แน่นอน
ขณะเดียวกัน การที่สหรัฐสามารถควบคุมต้นทุนในการผลิตอย่างน้ำมันได้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเริ่มมองเห็นแนวโน้มที่ศูนย์กลางการผลิตของโลกจะโยกกลับมายังสหรัฐอีกครั้ง
ยิ่งเมื่อฐานการผลิตของโลกอย่างจีนและอินเดียต้องนำเข้าพลังงานเพิ่มมากขึ้น ยืนยันได้จากข้อมูลล่าสุดของโอเปกที่ระบุว่า จีนจะแซงหน้าสหรัฐเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบมากที่สุดในโลกภายในปี 2557 โดยการนำเข้าน้ำมันจีนในปัจจุบันเพิ่มขึ้น 1.3% จากเดือน ธ.ค. หรืออยู่ที่ 5.57 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่สหรัฐนำเข้าลดลง เนื่องจากสหรัฐสามารถผลิตพลังงานมาใช้ได้เองถึง 84% โดยเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา สหรัฐผลิตน้ำมันดิบได้สูงถึง 7.159 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงที่สุดตั้งแต่เดือน ก.ค. 2535
นอกจากนี้ ซิตี้กรุ๊ปยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า ความสามารถในการแข่งขันของจีนและอินเดียยังลดลงอีก เมื่อปัจจัยดึงดูดอย่างค่าแรงราคาถูกกำลังหมดไป ดังนั้นสหรัฐที่สามารถพัฒนาให้การผลิตมีประสิทธิภาพ บวกกับสามารถประหยัดต้นทุนพลังงาน ผู้ประกอบการหลายแห่งซึ่งส่วนใหญ่ถือสัญชาติสหรัฐ จึงไม่ลังเลที่จะย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ เช่น ดาว เคมีคอล บริษัทด้านพลังงานรายใหญ่ของสหรัฐ ที่เพิ่งประกาศลงทุนเพิ่มเติมอีก 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐในผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี
ขณะที่การขยับปรับเปลี่ยนสถานะจากผู้บริโภคพลังงานมาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ยังสนับสนุนให้สหรัฐมีอิทธิพลในการติดต่อประสานความร่วมมือกับนานาประเทศ ตลอดจนการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับสหรัฐ
นักวิเคราะห์หลายสำนักส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ช่วงที่ผ่านมานโยบายด้านการต่างประเทศสหรัฐอย่างมาตรการคว่ำบาตร ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เพราะติดเงื่อนไขสำคัญที่สหรัฐหรือพันธมิตรยังต้องพึ่งพาพลังงานของประเทศนั้นๆ เช่นกรณีของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับเริ่มเปลี่ยนไปในช่วงหลังมานี้ การคว่ำบาตรคุมเข้มล่าสุดที่ทำให้น้ำมันจากอิหร่านหายไปจากตลาดมากกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกแม้แต่น้อย เนื่องจากการผลิตน้ำมันในสหรัฐที่เพิ่มขึ้น บวกกับผลผลิตที่ส่งออกมาจากลิเบียและอิรัก ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาน้ำมันไว้ได้
นับเป็นภาพสะท้อนชัดเจนได้ดีว่า อิทธิพลด้านพลังงานของอิหร่านไม่ได้มีมนต์ขลังเหมือนเช่นในอดีต ขณะเดียวกันประเทศที่ต้องพึ่งพลังงานจากอิหร่าน เช่น ภูมิภาคยุโรปและญี่ปุ่นก็จะมีทางเลือก และสามารถร่วมมือกับสหรัฐได้เต็มที่เช่นกัน
ทั้งนี้ แม้นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งจะออกมาท้วงติงว่า โอกาสที่เห็นอาจไม่ได้สวยหรูอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังกันไว้ เพราะสถานะของสหรัฐไม่อาจปล่อยให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนไร้เสถียรภาพได้
ทว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จากหลายสำนักต่างเห็นตรงกันว่า สถานะและบทบาทของสหรัฐนับต่อจากนี้ น่าจะได้เป็นมหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลกที่ทุกคนต้องรับฟังอย่างจริงจังเสียที







