
เสรีภาพในการชุนนุม
.....เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
เสรีภาพในการชุมนุมเป็นคำที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 ในมาตรา 63 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อนใช้รัฐธรรมนูญ 2550 มีการชุมนุมกันเรื่อยมา โดยมักอ้างสิทธิในการชุมนุมเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองเชื่อและต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่เท่าที่คนไทยบางพวกใช้เสรีภาพในการชุมนุมที่ผ่านมามักจะฟังได้จากปากของผู้ชุมนุมเท่านั้น สงบและปราศจากอาวุธ
คำว่าโดยสงบก็คงจะแปลได้ว่าไม่กระทำความเดือดร้อนให้กับบุคคลอื่นที่มิได้มีส่วนในการชุมนุมด้วย และที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม มักกล่าวอ้างกันเอาเองว่ามีเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ และในบางครั้งเมื่อการชุมนุมไม่สงบและมีการนำสิ่งของเครื่องใช้มาเป็นอาวุธ
ผู้ชุมนุมก็จะยกเหตุผลมาเข้าข้างตัวเอง และขอความเห็นใจจากประชาชนที่เดือดร้อนให้อดทนไปก่อนจนกว่าผู้ชุมนุมจะได้รับชัยชนะ แม้ว่าประชาชนจะเดือดร้อนเพียงใดก็ตาม ในบางครั้งอาจเคยเจอมาแล้วว่า แม้ประชาชนผู้ที่เดือดร้อนจะร้องต่อศาลเพื่อให้คุ้มครองความสงบสุขแก่ประชาชน แต่ผู้ชุมนุมเองกลับดื้อแพ่งต่อคำสั่งของศาล โดยการตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองว่ามีเสรีภาพในการชุมนุมต่อไป
ในบางครั้ง การชุมนุมที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใดๆ ได้ กระทั่งสถานที่สำคัญทางราชการเองก็ยังต้องถูกบุกรุก เมื่อหน่วยงานของรัฐมิสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ ดำเนินการเพื่อให้เกิดความสงบแก่ประชาชนทั่วไปได้ ปัญหาก็ตามมา กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมก็จะก่อตัวขึ้นมาต่อต้าน โดยอ้างเสรีภาพในการชุมนุมเช่นเดียวกัน
เกิดเป็นปัญหาที่ซ้อนปัญหาขึ้นมา และก็เกิดการเอาเยี่ยงอย่างซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างอ้างเรื่องเสรีภาพใส่กัน จนเป็นเหตุให้มีการปะทะกันไปมา เกิดการบาดเจ็บล้มตายไปบ้างแล้ว
เมื่อต่างฝ่ายต่างมีฝูงชนที่มีความคิดเห็นและความเชื่อไปตามผู้นำการชุมนุม การแตกแยกทางความคิดก็ตามมา เมื่อฝ่ายหนึ่งสามารถชุมนุมปิดล้อมถนน ยึดสถานที่ราชการเป็นเวลานาน หรือกระทั่งปิดล้อมสนามบินได้
รวมทั้งไปปิดล้อมรัฐสภาเพื่อไม่ให้รัฐบาลที่ไม่ชอบใจเข้าไปแถลงนโยบายก่อนที่จะเริ่มบริหารราชการแผ่นดิน จนเป็นเหตุให้ผู้ที่ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บไปจำนวนมาก และบางคนถึงกับเสียชีวิต
เมื่อฝ่ายที่ชุมนุมได้รัฐบาลใหม่ที่พวกตนเองชื่นชอบก็สลายการชุมนุมไป แต่ก็เกิดปัญหาตามมาจากฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เห็นด้วย ก็นำฝูงชนมาชุมนุมต่อต้านเอาคืนบ้าง และก็นำแนวทางการชุมนุมของฝ่ายแรกมาเป็นแบบอย่างบ้าง
วุ่นวายกันไปแล้ว ทั้งบ้านทั้งเมือง เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของไทยไปไม่น้อยกว่ากัน เฉกเช่นการยึดทำเนียบรัฐบาลและการปิดล้อมสนามบิน ที่แม้แต่ต่างชาติก็กล่าวขานถึงโดยมิรู้ลืม เพราะความตระหนกตกใจที่ตกค้างอยู่ในสนามบิน
ฝ่ายหลังก็ได้รับการกล่าวถึงแบบไม่น้อยหน้ากันเท่าไรนัก เพราะสามารถล้มการประชุมนานาชาติได้ในพัทยา จะด้วยสาเหตุจากใครหรือฝ่ายไหนก็ตาม แต่ชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบก็คงมองว่า ทำไมคนไทยทะเลาะกันเอง
คงไม่มีฝ่ายใดปฏิเสธอำนาจทางการเมือง โดยเฉพาะอำนาจในการบริการประเทศ ขอให้ได้มาไม่ว่าด้วยวิธีใด ผู้ที่ได้มาก็มักจะอ้างว่าได้มาโดยชอบธรรมทั้งสิ้น ทั้งโดยวิถีทางการเลือกตั้ง หรือโดยการลากตั้งกันในสภา
แต่การยอมรับการได้มาซึ่งอำนาจนั้น ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน และยังคงนำการชุมนุมมาเป็นเครื่องมือที่จะต่อสู้กันต่อไป
นับจาก 14 มี.ค. ก็ได้มีการชุมนุมขึ้นมาอีก เรียกร้องให้ยุบสภา เพราะเห็นว่า รัฐบาลมาโดยไม่ชอบ บ้านเมืองมีสองมาตรฐาน รัฐบาลเลือกปฏิบัติ รับใช้คนบางพวก สนับสนุนคนบางกลุ่ม เพื่อให้รัฐบาลยังอยู่ในอำนาจต่อไปได้
การชุมนุมกดดันให้รัฐบาลออกมาเจรจา แต่ก็ซื้อเวลาโดยตลอด และรัฐบาลก็เลือกใช้กฎหมายที่มีอยู่ รวมทั้งอาศัยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เคยสนับสนุนให้รัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศ เป็นเกราะป้องกันเพื่อรักษาอำนาจไว้ในมือให้นานที่สุด
การชุมนุมครั้งนี้ แม้จะยังไม่มีความรุนแรง แต่ก็เกิดปัญหาตามมา เพราะเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ผู้ชุมนุมได้มาตั้งเวทีปราศรัยกลางสี่แยกราชประสงค์ ส่งผลกระทบทำให้การจราจรติดขัดอย่างมาก รัฐบาลอ้างกฎหมายจะเข้ามาสลายการชุมนุม
ฝ่ายที่ชุมนุมก็อ้างเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 และจะปักหลักชุมนุมอย่างยืดเยื้อจนกว่ารัฐบาลจะประกาศยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน ถ้ายังไม่ยุบสภาก็จะชุมนุมเรียกร้องต่อไป
ประชาชนคงจะต้องทนทุกข์กันอีกครั้งถ้ามีความรุนแรงตามมา เว้นเสียแต่ว่า การใช้เสรีภาพในการชุมนุมนั้นจะเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธจริงๆ และรัฐบาลหรือฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลไม่ไปเติมเชื้อไฟจนเกิดการปะทะกันตามมา
ดังนั้น ถ้าเกิดการปะทะกัน ไม่ว่าจากผู้ชุมนุมหรือฝ่ายใด รอยแตกแยกในสังคมที่มีอยู่ทุกวันนี้ ก็คงจะแตกแยกกันมากขึ้นไปอีก
ถึงวันนั้น สังคมคนในชาติคงต้องแบ่งแยกพวกแยกเหล่า ตั้งตัวกันเป็นก๊กเป็นสีต่างๆ แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งเดียวที่มิอาจแบ่งแยกผืนดินออกจากกันได้ แต่จิตใจคนในชาติขาดซึ่งความรักสามัคคีต่อกัน
แล้วเราจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง







