
ราคาน้ำมันติดลมบน ปีนี้มีแววขึ้นแรง
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
อาจเป็นครั้งแรกของปีนี้ที่ราคาน้ำมันได้หวนกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่ทำราคาขึ้นมาแตะระดับ 86 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือสูงสุดในรอบ 18 ปี ปิดฉากภาวะนิ่งสนิทของตลาดน้ำมันที่ยืดยาวข้ามปี
นักวิเคราะห์ต่างเห็นตรงกันว่า ความคึกคักของราคาน้ำมันในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาในด้านบวก จนช่วยหนุนให้ตลาดมีความเชื่อมั่นอีกคราว่า เศรษฐกิจของมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง
สัญญาณด้านบวกที่มีน้ำหนักที่สุดคือ ตัวเลขการจ้างงานในสหรัฐช่วงเดือน มี.ค. ที่พุ่งขึ้นมาถึง 1.62 แสนคน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการจ้างงานในโรงงานถึง 1.7 หมื่นคน แสดงให้เห็นความคึกคักในภาคการผลิตที่เริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง
จากแนวโน้มที่ดีของภาคการผลิตส่งผลให้ดัชนีโรงงานอุตสาหกรรมของสถาบัน ISM หรือ Institute for Supply Management ทะยานขึ้นมาถึง 59.6 จุด ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. ปี 2547 หรือก่อนที่สหรัฐจะเผชิญกับวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจ
ไม่เพียงเท่านั้น ภาคบริการของสหรัฐช่วงเดือน มี.ค. คึกคักที่สุดในรอบ 4 ปี
ขณะที่ยอดขายบ้านที่สร้างเสร็จแล้วในสหรัฐยังปรับตัวขึ้นมาเช่นกัน
ทั้งนี้ ยังไม่นับความคึกคักของตลาดหุ้น ที่ตอบรับสัญญาณที่ดีดังกล่าวในระบบเศรษฐกิจมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ราคาน้ำมันติดลมบน คือการฟื้นตัวของภาคการผลิตนั่นเอง เพราะการผลิตใดๆ ย่อมจำเป็นต้องใช้พลังงานอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ด้วยเหตุนี้ ราคาน้ำมันที่ถีบตัวขึ้นมาจึงอาจขึ้นมาในระยะเวลาพอสมควร ซึ่งผิดกับราคาน้ำมันที่จะปรับขึ้นตามฤดูกาล เช่น ในช่วงฤดูหนาว ที่มีการใช้พลังงานค่อนข้างมาก
หากมีการตั้งคำถามว่า ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นมาในคราวนี้เป็นผลมาจากการเก็งราคาหรือไม่ คงต้องตอบว่า เป็นการเก็งที่อิงกับแนวโน้มความเป็นจริงของเศรษฐกิจสหรัฐ มากกว่าการเก็งเพื่อโกยกำไรในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้น้ำมันจะแสดงวี่แววของการทำราคาในระยะยาว แต่ปรากฏการณ์น้ำมันแพงรีเทิร์นไม่ได้มีเพียงแนวโน้มด้านบวกของเศรษฐกิจสหรัฐเท่านั้นที่เป็นปัจจัยหนุนนำ แต่ยังมีแนวโน้มด้านลบของสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจโลกเป็นแรงดันให้ราคาน้ำมันผันผวน
สำหรับความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศที่อาจทำให้ราคาน้ำมันค้างเติ่งในระดับสูงต่อไป ยังคงเป็นสถานการณ์ที่ยังยืดเยื้อและหาทางออกได้ยาก ตั้งแต่สงครามในอัฟกานิสถาน ไปจนถึงการเผชิญหน้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงความไม่สงบในพื้นที่ขุดเจาะน้ำมันของไนจีเรีย หนึ่งในประเทศสมาชิกของ โอเปก
อีกหนึ่งสถานการณ์ที่ต้องจับตามากที่สุด คือการเผชิญหน้าทางการค้าระหว่างมหาอำนาจเดิมในโลกตะวันตก กับมหาอำนาจในโลกตะวันออก ในกรณีที่การเผชิญหน้าแปรสภาพเป็นการคว่ำบาตรหรือสงครามทางการค้า อาจส่งผลให้ภาคการผลิตต้องชะงักลง และทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงตามความต้องการของภาคการผลิต
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก หากจะพิจารณาจากการที่ทั้งสหรัฐและจีนมักแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกันเพียงระดับหนึ่ง ก่อนที่จะโผเข้าหากันภายหลังการเจรจา หรือการเยือนประเทศใดประเทศหนึ่งโดยบุคคลสำคัญของแต่ละฝ่าย
อีกหนึ่งปัจจัยที่จะชี้นำทิศทางของราคาน้ำมันในด้านบวกก็คือ ท่าทีของ โอเปก เพราะที่ผ่านมา หากแนวโน้มราคาติดลมบน แต่โอเปก ยืนยันที่จะไม่เพิ่มกำลังการผลิต ราคาน้ำมันย่อมถีบตัวสูงขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
คำถามสำคัญก็คือ ขณะนี้โอเปก มีท่าทีเช่นไรกับการถีบตัวขึ้นมาอีกครั้งของราคาน้ำมัน?
ในที่ประชุมพลังงานนานาชาติ (International Energy Forum) ที่เมืองแคนคูน ของเม็กซิโก เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สมาชิก โอเปก รวมถึงผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุด และทรงอิทธิพลที่สุดในกลุ่มอย่างซาอุดีอาระเบีย แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า น้ำที่ระดับ 7080 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับราคาที่ โอเปก พึงพอใจ
โอเปก เห็นว่า ทิศทางของราคาน้ำมันในปีนี้ยังขึ้นอยู่กับสภาพอาการของเศรษฐกิจโลก ซึ่งแม้ว่า รัฐบาลต่างๆ จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ โอเปก ยังกังขาว่า รัฐบาลเหล่านี้จะสามารถพยุงเศรษฐกิจไปได้นานเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบีย ยืนยันอย่างชัดเจนว่า โอเปก จะยังไม่ปรับเป้าหมายกำลังการผลิตน้ำมันให้มากขึ้น แม้ว่าขณะนี้น้ำมันจะทะยานขึ้นมาเกินระดับ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ที่ โอเปก ตั้งไว้เป็นเป้าหมายหลักราคาสูงสุดที่ทางกลุ่มพึงพอใจแล้วก็ตาม
ท่าทีเช่นนี้หมายความว่า โอเปก จะพยายามสงวนท่าทีเพื่อรอให้ระดับราคาพุ่งขึ้นต่อไปอีก เพราะ โอเปก เองก็รอโอกาสให้น้ำมันทำราคาอย่างรวดเร็วเช่นนี้มานานหลายเดือนแล้ว และทั้งนี้ทั้งนั้น โอเปก ยังต้องการภาพที่ชัดเจนของแนวโน้มความต้องการน้ำมันของตลาดโลก
หากเป็นเช่นนี้ก็นับว่าสอดคล้องกับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ 32 คนที่ระบุกับผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยในปีนี้จะอยู่ที่ราว 78.91 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
มิหนำซ้ำ จากความเห็นของนักวิเคราะห์บางราย ราคาน้ำมันในปีนี้ยังมีความเป็นไปที่จะทะลุหลัก 90 หรือกระทั่ง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล!
การทำราคาอย่างฉุดไม่อยู่ย่อมเป็นสิ่งพึงปรารถนาของผู้ผลิตน้ำมัน แต่กับผู้บริโภคแล้วถือเป็นข่าวร้ายที่ไม่อยากได้ยิน







