
การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
.....พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์
ในสมัยที่ประสบกับปัญหาการรุกรานทางความคิดจากกลุ่มผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยมีหน่วยงานระดับ
“ยุทธศาสตร์” เพื่อป้องกัน ปราบปราม ยับยั้ง และแก้ไข หรือเยียวยาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ชื่อว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) โดยฝากการบังคับบัญชาไว้กับกองทัพบกภารกิจหลักของ กอ.รมน. ในสมัยนั้น คือการประเมินสถานการณ์ที่อาจสร้างความไม่มั่นคงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขมิให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งงานส่วนใหญ่เป็นการให้ความรู้ที่ถูกต้องเพื่อสร้างความคิดที่ถูกต้องให้กับประชาชน และช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดย กอ.รมน. เป็นหน่วยวางแผน อำนวยการ และกำกับดูแล ส่วนการปฏิบัติเป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหาร (พตท.)
งานที่ประสบความสำเร็จจนทำให้บ้านเมืองอยู่รอดจนถึงปัจจุบันมีหลายงาน เช่น การศึกษาเพื่อความมั่นคง (คศม.) หมู่บ้านป้องกันชายแดน งานจิตวิทยามวลชน ฮารับปันบารู เป็นต้น
ต่อมาปลายปี 2543 รัฐบาลในสมัยนั้น
“เข้าใจ” ว่า บ้านเมืองได้รับการพัฒนาจนเจริญก้าวหน้าแล้ว ไม่จำเป็นต้องมี กอ.รมน. อีกต่อไป จึงสั่งยุบ กอ.รมน. มอบภารกิจให้หน่วยงานปกติผลกระทบของการยุบ กอ.รมน. ทำให้การมองปัญหาความมั่นคงของชาติในระดับยุทธศาสตร์ที่มองปัญหาในภาพรวมด้อยประสิทธิภาพลง หน่วยงานต่างๆ ทำงานระดับยุทธวิธีแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน และขาดการบูรณาการเพื่อเสริมพลังในการพัฒนาประเทศร่วมกัน ในขณะที่ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศได้เริ่มเปลี่ยนจากการรุกรานด้วยกำลังอย่างเปิดเผย มาเป็นสงครามทางความคิด หรือ
“ชนะโดยไม่ต้องรบ”สถานการณ์ความไม่มั่นคงของประเทศเปลี่ยนเป็นการสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ด้วยการเผยแพร่ลัทธิทุนนิยมในกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งสร้างความต้องการลวงให้กับคนในชาติ ทำให้หลายคนหลงผิด คิดว่า
“อำนาจและเงินตรา” เป็นความสุขที่แท้จริง และมีความสำคัญต่อชีวิตมากกว่าความเป็นชาติ ประกอบกับสภาพการไร้พรมแดนในข้อมูลข่าวสารของยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้ผู้ไม่หวังดีใช้สงครามข้อมูลข่าวสารสร้างความได้เปรียบ จนทำให้คนไทย “หลงผิด” จน “ลืมตัว ลืมชาติ” มากขึ้นมูลนิธิคลังสมองเพื่อสังคมได้ประเมินสถานการณ์ยุทธศาสตร์ความมั่นคงในปี 2547 ว่า ปัญหาความมั่นคงของชาติที่อันตรายที่สุด คือการที่คนไทยต้องการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากจนยอมตกเป็นเครื่องมือของผู้ที่ไม่หวังดีทำลายชาติ และคนกลุ่มนี้คือชนชั้นปกครองที่มีอำนาจและอิทธิพลต่อความคิดของประชาชน ทำให้สภาพปัญหามีความรุนแรง แต่เมื่อเสนอข้อคิดนี้ต่อรัฐบาลขณะนั้น
“ไม่มีใครเชื่อ” ว่าจะเกิดขึ้นได้มาถึงวันนี้ใครไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าทหารจะหลงผิดขโมยอาวุธสงครามไปขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเอง ทำให้ฝ่ายตรงข้ามนำอาวุธนั้นมาเข่นฆ่าเอาชีวิตเพื่อนร่วมชาติ หรือนักธุรกิจจะหลงผิดขายธุรกิจของตน ซึ่งส่งผลให้ความสามัคคีของคนในชาติย่อยยับลงเพื่อแลกกับเงินเพียง 7 หมื่นล้านบาทเท่านั้น หรือนักการเมืองจะหลงผิดขายอุดมการณ์ทางการเมืองของตนที่สร้างสมมาตลอดชีวิตเพื่อแลกกับเงิน
ในหลายปีที่ผ่านมา กองทัพไทยตระหนักถึงความสำคัญของหน่วยงานความมั่นคงภายในของชาติในระดับยุทธศาสตร์ จึงพยายามเสนอขอจัดตั้งหน่วยงานนี้ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะหลายคนกลัวว่าจะเป็นการปลุกผีคอมมิวนิสต์ และสร้างฐานอำนาจให้กับทหารมากเกินไป
ในที่สุดหลังจากใช้เวลาทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (25492551) เป็นเวลานาน และช่วยกันหาทางออกที่เหมาะสมของชาติในเรื่องนี้อย่าง
“ลงตัว” พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 จึงได้รับการตราเป็นกฎหมาย และมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติในปัจจุบันหลายคนคิดว่า กอ.รมน.ใหม่นี้ เป็นหน่วยงานของทหาร แต่ในข้อเท็จจริงเป็นหน่วยงานในสำนักนายกรัฐมนตรี ที่นำมาจากแนวคิดของทบวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Home Land Security) ของสหรัฐ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. และบริหารงานด้วยคณะกรรมการ 21 คน ซึ่งประกอบด้วย
นักการเมือง 5 คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรี, รมว.กลาโหม, รมว.มหาดไทย, รมว.ยุติธรรม และ รมว.ไอซีที
ข้าราชการพลเรือน 10 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อัยการสูงสุด เลขาธิการสภาความมั่นคง ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการสำนักงานข้าราชการพลเรือน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ อธิบดีกรมบัญชีกลางและอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ข้าราชการทหาร ตำรวจ 6 คน ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
สำหรับภารกิจสำคัญของ กอ.รมน. คือ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และรายงานให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการ รวมทั้งเสนอแผนงานและแนวทางในการปฏิบัติงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและกำกับดูแลการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในเรื่องนี้ ซึ่งงานสำคัญที่ได้รับมอบหมาย คือ
“
การเสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักในหน้าที่ที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สร้างความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและความสงบเรียบร้อยของสังคม”นอกเหนือจากงานระดับยุทธศาสตร์แล้ว กอ.รมน.ได้รับมอบงานระดับปฏิบัติการ (Operations) ไว้ในมาตรา 15 ของกฎหมายฉบับนี้ เพื่อ
“ป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภายในพื้นที่และระยะเวลาที่กำหนด” ด้วยสำหรับขั้นตอนในการปฏิบัติ กอ.รมน.จะต้องเสนอแนะคณะรัฐมนตรีถึงสถานการณ์ความไม่มั่นคงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อกำหนดพื้นที่และระยะเวลาให้ปฏิบัติ ซึ่งอาจกว้างขวางหรือยาวนานได้ตามเหตุการณ์ที่จะเกิด
เมื่อได้รับมอบภารกิจทางยุทธการดังกล่าวจากคณะรัฐมนตรีแล้ว กอ.รมน.จะต้องจัดทำแผนดำเนินการ โดยระบุขั้นตอนการปฏิบัติตามสถานการณ์ (Campaign Plan) ของหน่วยเกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน เพื่อขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการ กอ.รมน. ก่อนการปฏิบัติ
ในกรณีที่แผนการดำเนินการของ กอ.รมน. มีการปฏิบัติที่ละเมิดสิทธิของประชาชน นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน. จะต้องขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 18 ซึ่งการปฏิบัติที่ยอมรับได้เป็นสาระที่นำมาจากกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานในสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎอัยการศึก กล่าวคือ (1) ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติบางประการ (2) ห้ามเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนดในห้วงระยะเวลาที่ปฏิบัติ (3) ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด (4) ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน (5) ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ (6) ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดอันเกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชน
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครในขณะนี้ รัฐบาลได้เลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการบริหารสถานการณ์แล้ว คือ กอ.รมน. และมีความชอบธรรมตามกฎหมายที่จะกระทำ โดยไม่ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน (State of Emergency) ให้ต่างชาติกลัว
เป็นแต่เพียงรัฐบาลต้อง
“กล้า” พอที่จะใช้อำนาจที่ได้รับตามกฎหมายเพื่อยุติสถานการณ์ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำการต่อต้าน (ไม่ใช่ตอบโต้) สงครามข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ประชาชนเข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง และต้องไม่ลืมทำงานด้านยุทธศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับนี้ด้วย






