posttoday
รัฐบาลตีฆ้อง ปลุกประชานิยมก่อนตกเหว

รัฐบาลตีฆ้อง ปลุกประชานิยมก่อนตกเหว

07 เมษายน 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

 

ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าของรัฐบาล ที่จะเดินหน้าดันโครงการประชานิยม ที่แปลงร่างมาในรูปของ “รัฐสวัสดิการ” มัดใจประชาชนกลุ่มรากหญ้า ผู้มีรายได้น้อย ดูเหมือนไร้มนต์เสน่ห์ ไม่ตรึงตราตรึงใจ เหมือนกับรัฐบาลที่ผ่านมาทำ ทั้งที่เป็นโครงการเดียวกัน ไม่ได้มีความแตกต่างกันไปเสียเท่าไร

ตั้งแต่เริ่มเข้ามาเป็นรัฐบาล 1 ปีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้สานฝันโครงการที่ได้หาเสียงไว้ให้เป็นรูปธรรม เช่น โครงการเรียนฟรี เลิกโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เป็นรักษาฟรีไปเลย

นอกจากนี้ ยังเร่งเครื่องโครงการรัฐสวัสดิการผ่านงบกลางปี 2552 จำนวน 1 แสนล้านบาท มีทั้งการจ่ายเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท การจ่ายเบี้ยคนชรา 500 บาท แต่ปรากฏว่าคนมีรายได้น้อยและคนชรากับไม่เทใจให้กับรัฐบาลเท่าที่ควรจะเป็น

เท่านั้นยังไม่พอ ยังเพิ่มเงินกับกองทุนหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านรายใหม่ที่ยังไม่ได้กู้ ได้เข้ามากู้ ขณะที่ชาวบ้านที่เป็นหนี้กองทุนหมู่บ้านที่ไม่สามารถชำระได้ภายใน 1 ปี ก็ขยายให้เวลาไปเป็น 2 ปี

รัฐบาลยังเดินหน้าโครงประกันรายได้การเกษตร ที่เข้ามาทดแทนโครงการรับจำนำที่มีช่องรั่วไหล ทำให้รัฐบาลเสียหาย แม้ว่าโครงการประกันรายได้การเกษตรจะทำให้เกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าว มีโอกาสเข้ามาอยู่ในโครงการนี้ถึง 4 ล้านราย ได้รับการประกันราคาถึงปีละ 2 ครั้ง แต่มาตรการนี้ก็ยังไม่โดนใจเกษตรกร เพราะได้รับเงินน้อยกว่าโครงการรับจำนำ ทำให้มีเกษตรกรบางส่วนร่วมกับโรงสีที่เสียผลประโยชน์จากการยกเลิกโครงการรับจำนำ เรียกร้องให้รัฐบาลกลับมาใช้โครงการรับจำนำเหมือนเดิม

ล่าสุดเมื่อต้นปี 2553 ที่ผ่านมา โครงการดันประชานิยมแก้ไขหนี้นอกระบบคนที่เป็นหนี้ไม่เกิน 2 แสนบาท ให้โอนเข้ามาอยู่ในระบบ มีคนมาลงทะเบียน 1.2 ล้านราย ก็ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการคัดกรองลูกหนี้ ทำให้โครงการต้องใช้เวลา ประชาชนต้องรอ ไม่รวดเร็วทันใจอย่างที่อยากได้

น่าแปลกใจที่รัฐบาลชุดนี้ได้ทำโครงการต่างๆ เพื่อให้ได้ใจของกลุ่มมวลชนรากหญ้า แต่กลับไม่สามารถไปยืนกลางใจของคนกลุ่มนี้ได้ แถมยังโดนแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งที่เป็นตัวจริงที่อยู่ในต่างประเทศ และนอมินีที่อยู่บนเวทีโจมตีว่าลอกเลียนนโยบายของรัฐบาลเก่า ทำให้ผลงานของรัฐบาลยังตกอยู่ภายใต้เงาของรัฐบาลเจ้าของต้นตำรับโครงการประชานิยมอยู่ดี

ทั้งหลายทั้งปวงของโครงการประชานิยมของรัฐบาลชุดนี้ ไร้สีสันไม่สามารถสร้างกระแสนิยมกลับมาได้ ปัญหาสำคัญหนึ่ง คือ ขาดการทำประชาสัมพันธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพและมีพลังเพียงพอ ในการดึงดูดใจให้ชาวบ้านเทใจให้กับโครงการต่างๆ ชนิดพูดถึงชาวบ้านก็จะนึกถึงหน้า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทันที เหมือนกับพูดถึงโครงการกองทุนหมู่บ้าน หรือโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ประชาชนก็นึกถึงหน้าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้นตำรับประชานิยมแบบสุดโต่ง

เรื่องนี้ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง รู้ซึ้งถึงจุดอ่อนนี้ดี ในฐานะที่เป็นหัวเรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ผลักดันนโยบายรัฐสวัสดิการของรัฐบาล และในฐานะเจ้ากระทรวงที่ดูแลเศรษฐกิจและธนาคารของรัฐ ที่เป็นแขนเป็นขาในการเร่งเครื่องโครงการประชานิยมต่างๆ เดินหน้าไปยังรวดเร็วและทั่วถึง

ดังนั้น รมว.คลัง ผู้ที่มีเรตติ้งในรัฐบาลดีไม่แพ้ตัวนายกรัฐมนตรี ก็เร่งที่จะประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลยกใหญ่ เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจมากขึ้นว่ารัฐบาลนี้ได้พยายามแก้ไขปัญหาปากท้องชาวบ้าน และกระจายรายได้ให้เป็นธรรม ให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมากรณ์ได้เรียกประชุมสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงการประชานิยมต่างๆ ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เป็นหลักการประกันรายได้และแก้หนี้นอกระบบ ธนาคารออมสิน ที่เป็นหลักแก้หนี้นอกระบบ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) หรือธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่ทั้งหมดมีส่วนช่วยแก้ไขหนี้นอกระบบ เพื่อไล่จี้ให้ธนาคารดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความรวดเร็ว

ขณะที่กรณ์เองก็ออกแรงเดินสายไปต่างจังหวัด ทั้งภาคเหนือ อีสาน ใต้ เพื่อติดตามโครงการประกันรายได้ การแก้ไขหนี้นอกระบบ รวมถึงการจ่ายเบี้ยคนชราให้ทั่วถึงตรงตามเวลา แต่การลงพื้นที่ก็มักมีอุปสรรค การประท้วงทางการเมือง การทำงานติดตามได้ไม่เต็มที่ หลายครั้งข่าวที่ถูกนำเสนอเป็นเรื่องการลงพื้นที่เจอม็อบไล่ มากกว่าที่จะนำเสนอเรื่องงานที่ลงไปสานต่อ

จะมีที่ทำงานได้สบายใจ ก็เห็นว่าเป็นการติดตามงานในภาคใต้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เกษตรกรที่เข้าโครงการประกันรายได้ หรือลูกหนี้นอกระบบที่จะแก้ไขในภาคใต้มีจำนวนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับภาคอีสานหรือภาคเหนือ ที่รัฐบาลเข้าไปติดตามนโยบายได้ยาก

ปัญหาอีกส่วนหนึ่งที่การเดินหน้าโครงการประชานิยม เป็นช้างป่วยเดินช้า เพราะทีมเศรษฐกิจมาจากต่างพรรค ทำให้การทำงานไปคนละทาง ไม่ได้ร่วมพลังเป็นหนึ่งพุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกัน เห็นได้ชัด 3 รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง มีกรณ์ที่ออกแรงผลักดันเรื่องนี้อยู่คนเดียว

ส่วนอีก 2 รัฐมนตรีช่วย ไม่ว่าจะเป็น นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง ที่ดูแลกรมบัญชีกลาง และธนาคารอิสลามฯ มีบทบาทสำคัญแก่หนี้นอกระบบ แต่ นพ.พฤฒิชัย ก็ไม่ลงพื้นที่ติดตามนโยบายนี้อย่างจริงจัง โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินไปดูงานต่างประเทศ และเป็นประธานเปิดงานต่างๆ เสียส่วนใหญ่ และเน้นให้ทีมงานทำข่าวแจก ซึ่งเป็นเรื่องที่ข้าราชการดำเนินการปกติ

ขณะที่ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ก็เก็บตัวเงียบ ทั้งที่ดูแลธนาคารรัฐที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอีแบงก์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นกลไกหนึ่งในการช่วยผลักดันแก้ไขหนี้นอกระบบ และเร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรากฐาน แต่ที่ผ่านมาประดิษฐ์ไม่ลงพื้นที่ตรวจติดตามนโยบายของกระทรวงการคลัง มีแต่เดินทางไปเป็นประธานในงานที่จ.พิจิตร ซึ่งเป็นฐานเสียงทางการเมืองเท่านั้น

เมื่อมีข้อจำกัด ทั้งถูกกล่าวหาว่าก๊อบโครงการประชานิยมของรัฐบาลที่แล้ว และการทำงานไม่ประสานของรัฐมนตรีในกระทรวงการคลัง ทำให้กรณ์ต้องลุยเดียวปลุกประชานิยมให้ไม่แห้งเหี่ยวไปกว่านี้ โดยที่ผ่านมาได้มีประชุมธนาคารรัฐเรื่องการโอนเงินเบี้ยคนชรา โดยไม่ต้องคิดค่าธรรมเนียมการโอน เพื่อให้คนแก่ได้รับเงินทุกเดือน จากปัจจุบันการจ่ายเงินมีปัญหา ทำให้ท้องถิ่นบางแห่งรวบจ่ายเงิน 3 เดือนครั้ง ทำให้มีปัญหาว่าคนชราได้รับเบี้ยยังชีพไม่ตรงตามเวลา

นอกจากนี้ รมว.คลัง ยังได้เดินหน้าเตรียมประกาศการแก้ไขหนี้นอกระบบระยะที่ 2 จากระยะแรกมีคนมาลงทะเบียนแก้หนี้ 1.2 ล้านราย มีคนถอนตัว 2 แสนราย มีการโอนหนี้เข้ามาอยู่ในระบบ 5 แสนราย อีก 5 แสนราย พอโอนเข้ามาในระบบไม่ได้ ก็ต้องมีการออกมาตรการระยะที่ 2 ฝึกอาชีพ หาคนค้ำประกันให้กับลูกหนี้ เพื่อให้เข้ามาอยู่ในระบบทั้งหมด รวมถึงยังจะมีการออกมาตรการเพิ่มเติมให้กับลูกหนี้นอกระบบที่โอนเข้ามาอยู่ในระบบและประวัติการชำระดี ก็จะให้กู้เพิ่มเพื่อไปใช้จ่ายในยามที่ฉุกเฉิน เพื่อจะได้ไม่กลับไปเป็นลูกหนี้นอกระบบอีก

นอกจากนี้ ยังเร่งผลักดันงบประมาณปี 2554 เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เร็วๆ นี้ เพราะมีงบที่เกี่ยวข้องกับเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยคนชรา เบี้ยอาสาสมัคร เงินโครงการประกันรายได้ เพื่อให้ทันออกมาใช้ตามกำหนดเวลา และทันกับอายุของรัฐบาลที่ไม่แน่ไม่นอน เพราะหากไม่เป็นไปตามแผนเห็นที่โครงการประชานิยมของรัฐบาลชุดนี้ จะตกหน้าผาจมตายก้นเหวกันหมดแน่ๆ

ดังนั้น จากนี้ไปจะได้เห็นรัฐบาลเดินหน้าประชาสัมพันธ์งานของรัฐบาลอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะงานที่ทำให้กับมวลชนกลุ่มคนระดับล่าง ที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ และไม่ใช่ฐานเสียงหลักของพรรคประชาธิปัตย์

หากรัฐบาลไม่สามารถกุมใจของประชาชนชั้นรากหญ้าให้ได้ และทันกับอายุของรัฐบาลที่ไม่แน่ไม่นอน สุดท้ายจะต้องไปสู้ศึกการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีทางได้จำนวนสส. เพิ่มขึ้น

และสุดท้ายก็จะเห็นการปลุกระดมมวลชนออกมาต่อต้านรัฐบาลไม่เลิก และปัญหาการเมืองจะลากให้เศรษฐกิจไทยตกเหวลงไปอีกอย่างแน่นอน

การโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาล จึงเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง และเป็นทางเดียวที่จะหยุดยั้งมวลชนไม่ให้ออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยข้างถนน ด้วยความเข้าใจผิดจากการบิดเบือนข่าวสารของหัวหน้ากลุ่มคนเสื้อแดง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท