posttoday
ความคิดรัฐบาลอภิสิทธิ์

ความคิดรัฐบาลอภิสิทธิ์

07 เมษายน 2553

 

 

....พิชัย นริพทะพันธุ์

ตั้งแต่ที่ผู้เขียนออกมาวิจารณ์การทำงานของนายอภิสิทธิ์ ก็ได้รับเสียงตอบรับกลับมาเป็นจำนวนมาก มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งก็เคารพในทุกความคิดเห็น เพราะบ้านเมืองนี้จะสงบได้ทุกคนต้องเริ่มที่จะฟังเสียงคนอื่นๆ ไม่ใช่คิดว่าความเห็นของตัวเองถูกอยู่คนเดียว

ตัวผู้เขียนเองมีแนวความคิดเพื่อให้ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์เอาไว้เป็นแนวทางในการที่จะตัดสินใจและบริหารประเทศ เพราะในความต้องการลึกๆ แล้ว นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องการที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดี มีความต้องการที่จะวางมาตรฐานให้กับประเทศ แต่เพราะด้วยข้อจำกัดหลายประการ ประกอบกับวิธีคิดที่อาจสับสน กลุ่มคนที่อยู่รอบข้างที่มีแต่ปริมาณ ไม่มีประสบการณ์ ไม่ได้มีวิธีคิดที่ดีพอที่จะเสนอแนะ

ผู้เขียนจึงอยากเสนอวิธีคิดที่ดี เช่น ท่านนายกฯ ได้ออกมาบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้ 240 เสียง ในการเลือกตั้ง และต่อมาท่านรองนายกฯ สุเทพมาบอกว่าจะได้ถึง 280 เสียง ถ้าเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจก็พอที่จะเข้าใจได้ เพราะเป็นแรงผลักดันให้ช่วยกันทำงานเพื่อประชาชน แต่ถ้าหากคิดว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นจริง นั่นก็หมายความว่าท่านนายกฯ รองนายกฯ สุเทพ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างถูกต้องมาโดยตลอด จึงจะทำให้ได้รับความนิยม ซึ่งนับเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะท่านจะนำประเทศเข้าไปสู่ปัญหาที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้ และยิ่งเพิ่มความกังวลมากขึ้นเมื่อท่าน รมว.คลัง ออกมาประกาศว่าการดำเนินการทางเศรษฐกิจของรัฐบาลมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่ารัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่บริหารประเทศกว่า 6 ปี โดยเปรียบเทียบจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ดัชนีความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ รายได้เกษตรกร งบประมาณการศึกษา งบประมาณทางสาธารณสุข อีกทั้งท่านยังประกาศว่าท่านจะเป็น รมว.คลัง ไปอีก 9 ปี พร้อมทั้งชมตัวเองและรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจว่ามีความเก่งเรื่องนี้ ยิ่งเพิ่มความกังวลให้ผู้เขียนเป็นหลายเท่าทวีคูณ

เพราะคนเก่งย่อมไม่ชมตัวเอง เขารอให้คนอื่นชม โดยเฉพาะการรับฟังคำติและคำชมอย่างถ่อมใจ พร้อมกับสร้างภาพว่ารัฐบาลได้ดำเนินการแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจมาถูกทาง ทั้งๆ ที่ความจริงทุกคนก็ทราบดีว่าเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเพิ่งจะเริ่มที่จะผ่อนคลายจากภาวะวิกฤต ก็เพราะเศรษฐกิจโลกเริ่มกระเตื้องขึ้น จึงทำให้มีการส่งออกเพิ่มขึ้น

ท่านนายกฯ ต้องอย่าทำตามเพื่อนท่านเป็นอันขาด เพราะสังคมตอนนี้ต้องการคนที่ถ่อมตัวและพร้อมที่จะรับสถานการณ์ทุกอย่างด้วยใจที่สุภาพอ่อนโยน ต้องการจะเห็นผู้นำที่ยุติธรรม ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

และก็ยังไม่แน่ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังฟื้นตัวได้อย่างถาวรหรือเปล่า การที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีการเพิ่มขึ้นอย่างมากในระยะไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เพราะมีการเคลื่อนไหวของการลงทุนของเงินทุนระหว่างประเทศเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย และหากจำกันได้ในปี พ.ศ. 2540 ที่นักลงทุนต่างประเทศได้ขายอย่างหนักจนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยตกจาก 1,4001,500 จุด จนมาอยู่ที่ 200300 จุด ในสมัยรัฐบาลท่านอดีตนายกฯ ชวน จนกระทั่งท่านอดีตนายกฯ ทักษิณ เข้ามาบริหารงานใช้หนี้หมด และทำให้ดัชนีกลับมาอยู่ที่ 700800 จุด หากจะวัดอัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีแล้ว อย่างไรเสียสมัยอดีตท่านนายกฯ ทักษิณย่อมจะมีอัตราการเพิ่มมากกว่า

แต่การเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ผู้ที่ได้ประโยชน์มีอยู่ในวงจำกัด ผู้เขียนอยากให้รัฐบาลได้คำนึงเสมอถึงการกระจายรายได้เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่กระจุกความร่ำรวยกับคนบางกลุ่มเท่านั้น

ถ้าเศรษฐกิจดีจริงรัฐบาลก็น่าจะเริ่มจ่ายเงินคืนเงินกู้ที่กู้มาได้แล้ว หรืออย่างน้อยก็ต้องหยุดการกู้ เพราะข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากการกู้คือเรื่องการทุจริต หาใช่เรื่องที่จะทำให้ประเทศเจริญและแข่งขันได้ นอกจากนี้ ปัญหาต่างๆ ยังค้างคาไม่ว่าจะเป็นปัญหามาบตาพุดที่ทำท่าจะทำให้การลงทุนจากต่างประเทศลดลงไปเรื่อยๆ ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคาข้าว ทั้งๆ ที่ราคาข้าวในตลาดโลกมีราคาสูง ปัญหาภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องหลักที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข

วิธีคิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าคิดไม่ได้ หรือคิดในทางที่ผิด จะทำให้ได้ผลที่ผิดตามมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท