
คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯให้เด็กไทยชนะคดีลิขสิทธิ์
เขียนไปในฉบับที่แล้ว เป็นภาพกว้างๆรวมๆ พอให้ทราบว่าเด็กไทยหรือที่จริงก็ไม่เด็กแล้วเพราะเรียนปริญญาโทปริญญาเอกกันแล้ว
โดย พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เขียนไปในฉบับที่แล้ว เป็นภาพกว้างๆรวมๆ พอให้ทราบว่าเด็กไทยหรือที่จริงก็ไม่เด็กแล้วเพราะเรียนปริญญาโทปริญญาเอกกันแล้ว ถูกบริษัท Wiley & Sons, Inc. ฟ้องเรื่องลิขสิทธิ์ ที่เกี่ยวกับอะไรและชนะไปอย่างไร แต่ยังไม่มีโอกาสเล่ารายละเอียดที่น่าสนใจบางประเด็น เนื่องจากเรื่องนี้น่าจะเป็นกรณีศึกษาได้เรื่องหนึ่ง ทั้งเรื่องของการหมดสิทธิในลิขสิทธิ์ทันทีที่ขายไปครั้งแรก (Exhaustion of Rights/First sale rights) และเรื่องการนำเข้าซ้อน (Parallel Import) ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้มีอยู่ในกฎหมายของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องการนำเข้าซ้อนที่ครั้งหนึ่งสหรัฐฯเคยกดดันให้ไทยใส่ไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของไทย และก็เป็นประเด็นที่ทนายฝ่ายบริษัทWiley & Sons เน้นและหยิบยกขึ้นฟ้องนายสุภาพ เกิดแสง ในครั้งนี้ ถึงแม้ว่า ถ้าอ่านตามตัวอักษรในทั้งสอง section จะไม่มีที่ใดเลยที่พูดตรงๆถึงเรื่อง Exhaustion of Rights/ First sale rights (109) หรือเรื่องParallel import (602) แต่โดยสรุปเนื้อความผนวกกับการตีความก็ได้สาระมาเช่นนั้น
หลักการของกฎหมายลิขสิทธิ์ ทั้งที่เป็นสากลที่เรียกว่าอนุสัญญากรุงเบิร์น (Bern Convention) และกฎหมายของประเทศต่างๆ จะให้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว (exclusive rights) แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง แจกจ่าย งานอันมีลิขสิทธิ์ของตน อย่างไรก็ตาม กฎหมายของบางประเทศหรือกฎหมายสากลก็กำหนดข้อจำกัดไว้บ้าง เช่น ถ้าหากจะถ่ายสำเนาหรือลอกมาในปริมาณไม่มากนัก เพื่อการศึกษา ก็ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่่งกฎหมายสหรัฐฯนั้น มีข้อจำกัดปรากฎอยู่ในมาตราที่ 107 – 122 รวมถึงเรื่อง Exhaustion of Rights/ First sale rightsด้วย กล่าวคือ เจ้าของ copy หรือสิ่งบันทึกเสียงที่ทำโดยถูกต้องตามกฎหมายภายใต้มาตรานี้ (lawfully made under this title ) มีสิทธิที่จะขายหรือทำอย่างไร (dispose) กับ copy หรือสิ่งบันทึกเสียงที่ตัวได้มาก็ได้ โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ขณะที่ section 602 กำหนดว่า การนำ copy จากต่างประเทศเข้ามาในสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่บริษัท Wiley & Sons ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ตำราเรียนหลายเล่มที่นายสุภาพ เกิดแสง นำเข้าไปขายทาง ebay ฟ้องว่านายสุภาพ เกิดแสง ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ให้นำตำราเรียนเล่มต่างๆเหล่านั้นเข้ามาในสหรัฐฯ จึงเป็นการละเมิดสิทธิแต่เพียงผู้เดียว (exclusive rights) ในการจำหน่ายจ่ายแจกของบริษัท
ประเด็นที่ทนายของนายสุภาพ นำมาต่อสู้คือ ว่าตำราเรียนเหล่านี้พิมพ์ถูกต้องตามกฎหมายและนายสุภาพก็ซื้อมาถูกต้องตามกฎหมายด้วย (lawfully) จึงถือว่าผู้ครอบครองสิ่งของที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีสิทธิจำหน่ายจ่ายแจก copy นั้น และเจ้าของลิขสิทธิ์หมดสิทธิไปตั้งแต่การขายครั้งแรกแล้ว (First sale rights) ตาม section 109
ประเด็นที่ต่อสู้กันจึงกลายเป็น 109 ว่าจะตีความครอบคลุมแค่ไหน First sale นี้จะใช้เฉพาะในสหรัฐฯ หรือข้ามเขตประเทศออกไป เพราะถ้าข้ามเขตประเทศออกไปด้วยนายสุภาพไม่ผิด109 ก็ไม่ผิด 602 ด้วย ทนายของบริษัท Wiley ตีความว่า “Lawfully made under this title” ตามที่ผู้เขียนเขียนไว้ตอนต้น ว่ามีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์คือเฉพาะในสหรัฐฯ คำที่ตีความกันจริงๆจึงเหลือเพียงคำเดียวคือ “under” ว่าหมายถึงอะไรแค่ไหน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ตามที่ผู้เขียนเรียกไว้ในฉบับที่แล้ว ตีความว่าจะต้องถูกต้องตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ จึงถือว่าใช้เฉพาะในสหรัฐฯ แต่ศาลสูงของสหรัฐฯตีความต่างออกไป โดยดูโดยพิจารณาคำว่า “lawfully made” (ผลิตโดยถูกต้องตามกฎหมาย) รวมถึงกรณีที่ผ่านมาด้วย โดยเห็นว่าการที่มีคำนี้ ผู้ร่างกฎหมายต้องการแยกความแตกต่างระหว่าง "การได้มาครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย" กับ "การได้มาอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย" เช่น แอบก็อปปี้หรือถ่ายซีร๊อกซ์มา เป็นต้น ซึ่งนายสุภาพ ซื้อมาจากร้านหนังสือในประเทศไทยที่ขายตำราต่างๆจากบริษัท/สำนักพิมพ์ลูก (subsidiary) ของ Wiley & Sons ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังพิจารณา กฎหมายฉบับก่อนหน้าฉบับปัจจุบัน และเห็นว่าผู้ร่างไม่มีเจตนาที่จะนำเรื่องภูมิศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งกว่านั้น ในคดีที่ผ่านมา (Quality Kings) ก็เป็นการผลิตในสหรัฐฯ แล้วส่งออกไปต่างประเทศแล้วจึงมีการนำเข้ามา ซึ่งต่างไปจากคดีนี้
ศาลสูงได้แถลงความเห็นมายาวมาก มีเหตุผลสนับสนุนทุกประเด็น แล้วก็ยังมีเอกสารจากกลุ่มที่เรียกว่าเพื่อนของศาล (amicus curiae, briefs) อีก ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และบริษัทเทคโนโลยี สมาคมการให้บริการและขายปลีกคอมพิวเตอร์ระหว่างประเทศ เป็นต้น ต่างก็เป็นกังวลกันมาก เพราะหากศาลสูงสหรัฐฯตัดสินว่านายสุภาพผิด ผู้เกี่ยวข้องเหล่านี้ก็จะทำงานลำบากและมีต้นทุนแพงขึ้น เช่นจะทำอย่างไรกับรถยนต์มือสองที่มี Software อยู่ภายในเครื่องยนต์ต่างๆ ห้องสมุดที่บางครั้งต้องซื้อหนังสือจากต่างประเทศมาให้สมาชิกยืม หรือแม้แต่พิพิธภัณฑ์ หรือนักท่องเที่ยวสหรัฐฯที่เดินทางมาเอเชีย แล้วซื้อหนังสือไปฝากเพื่อนๆ (จ่ายแจก)
ผู้ขายปลีกในสหรัฐฯ มีการนำเข้าในปีค.ศ. 2011 ประมาณมากกว่า 2 – 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยซื้อมาจากการขายครั้งแรก (บริษัทในสหรัฐฯอนุญาตให้บริษัทในต่างประเทศผลิตและขายได้ ตือขายใบอนุญาตไป) สินค้าเหล่านี้มีทั้งลิขสิทธิ์ ตรา(logo)บนตัวกล่อง เอกสารอธิบายวิธีการใช้ และมีตั้งแต่น้ำยาทำความสะอาดพื้น วิตามิน อาหารเช้า เครื่องสำอาง ฯลฯ หากนายสุภาพ แพ้เรื่องคงยุ่งเป็นรามเกียรติ์
แต่ก็ไม่ต้องห่วง เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหลาย ไม่เฉพาะลิขสิทธิ์ แต่อาจรวมถึงสิทธิบัตรด้วย คงหาทางปรับปรุงหรือออกกฎหมายมาอุดช่องโหว่นี้แน่นอน







