
ชาวนาอยุธยาพลิกนาปีทำนาปรัง
ข้าวแพงยั่วน้ำลายเมินวิกฤตภัยแล้งเสี่ยงสูงขาดทุนยับ
ข้าวแพงยั่วน้ำลายเมินวิกฤตภัยแล้งเสี่ยงสูงขาดทุนยับ
ชาวนากรุงเก่าพลิกผืนนาปีลุยทำนาปรัง ไม่หวั่นขาดทุนจากภัยแล้ง เหตุจำนำข้าวแพงแรงจูงใจ
ชาวนา อ.บางบาล บางปะหัน และพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นทุ่งนาขนาดใหญ่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา นำเครื่องจักรทั้งรถแบ็กโฮปรับผืนนาปีเป็นนาปรังขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่นาแปลงละกว่า 100 ไร่ เพื่อสะดวกต่อการทำนาปรังในเชิงธุรกิจมากกว่าทำแบบครัวเรือน เพราะแรงจูงใจจากราคาจำนำข้าวแพงโดยไม่สนคำเตือนทางชลประทานที่ประกาศห้ามทำนาปรังรอบ 2 เนื่องจากน้ำในเขื่อนเจ้าพระยาไม่เพียงพอต่อการทำนาเพราะวิกฤตภัยแล้ง
นายสมศักดิ์ ศรีมานพ ชาว อ.บางบาล กล่าวว่า ได้ว่าจ้างรถแบ็กโฮปรับพื้นที่นาปีให้เป็นนาปรัง หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปรังรอบแรกจำนำข้าวได้กำไรไร่ละ 6,000 บาท จึงเป็นแรงจูงใจให้ชาวนาลุยทำนาปรังรอบ 2 โดยส่วนใหญ่เลิกทำนาปีเพราะประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทำให้ขาดทุนยับ แถมปีหนึ่งทำนาได้แค่ครั้งเดียว ไม่คุ้มค่าลงทุน ขณะที่นาปรังทำนาได้ 2 ครั้งต่อปี มีกำไรมากกว่า
นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันชาวนากล้าที่จะลงทุนไปกว้านหาที่นาเพื่อเช่าทำนาปรัง ซึ่งแต่ละรายได้เช่าที่นาจำนวนหลายร้อยไร่ จากนั้นว่าจ้างรถแบ็กโฮมาขุดร่องน้ำยาวเป็นกิโลเมตร เพื่อวางระบบส่งน้ำเข้าแปลงนาใหม่ทั้งหมด และทำคูน้ำล้อมรอบแปลง เพื่อสะดวกต่อการบริหารจัดการน้ำในนา และได้ปรับพื้นที่นาให้เรียบเป็นแปลงนาผืนใหญ่สะดวกต่อการทำนาเชิงพาณิชย์
ด้านนายไมตรี ปิตินานนท์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีจำนวน 1.5 ล้านไร่ แยกเป็นพื้นที่การเกษตร 1 ล้านไร่ ในจำนวนพื้นที่การเกษตรของจังหวัดพบว่ามีการแจ้งทำนาปรังล่าสุดถึง 7 แสนไร่แล้ว โดยมีการเพิ่มจำนวนนาปรังเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งปีนี้ได้แจ้งเตือนไปยังชาวนาแล้วว่า มีความสามารถส่งน้ำให้ทำนาครบในการทำนาปรังรอบ 1 เท่านั้น
“ช่วงนี้กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตนาปรังรอบแรก แต่ในการทำนาปรังรอบ 2 คือช่วงฤดูแล้ง ปีนี้จะไม่สามารถจัดหาน้ำส่งให้ทำนาปรังได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างจากคลองชลประทานหรือพื้นที่ด้านใน แต่ราคาข้าวดีส่วนใหญ่กล้าที่จะเสี่ยงเพาะปลูกในช่วงหน้าแล้ง” นายไมตรี กล่าว
นายสมหวัง ปานสุขสาร ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ต.คันโช้ง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นมา ได้เพิ่มการระบายน้ำออกจากเขื่อน เพื่อรักษาระบบนิเวศ และช่วยเหลือทางภาคกลาง จาก 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพิ่มขึ้นเป็น 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ทั้งนี้ จากแผนบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน มีแผนให้เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนระบายน้ำเพื่อช่วยภาคกลางในช่วงฤดูแล้ง 600 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจนถึงขณะนี้ได้ระบายน้ำไปตามแผนดังกล่าวแล้วประมาณ 400 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะครบ 600 ล้านลูกบาศก์เมตร ประมาณวันที่ 30 เม.ย.นี้







