
สารพัดมาตรการกระตุ้นไร้ผลโลกทำใจรับยุคเงินฝืด
เนื่องจากการโหมใช้นโยบายทางการเงินของนานาประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เพื่ออัดเงินเข้าระบบกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างดุเดือด
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เนื่องจากการโหมใช้นโยบายทางการเงินของนานาประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เพื่ออัดเงินเข้าระบบกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างดุเดือด นักวิเคราะห์จึงไม่ลังเลที่จะคาดการณ์แกมเตือนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะเผชิญหน้ากับภาวะเงินเฟ้อจากสภาพคล่องล้นระบบ
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งกลับเชื่อว่า แท้จริงแล้วสภาพเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคเงินฝืดที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัวซบเซาเรื้อรัง และนโยบายการเงินที่งัดขึ้นมาใช้เป็นเพียงสิ่งที่ช่วยผัดผ่อนให้โลกเข้าสู่ยุคดังกล่าวช้าลงเท่านั้น
เพราะ 1) การค้าปัจจุบันมีแนวโน้มสนับสนุนมาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ พร้อมแข่งลดค่าเงิน 2) เศรษฐกิจขณะนี้ทำให้เงินหายากจนคนไม่เชื่อมั่นที่จะจับจ่ายและเลือกออมมากขึ้น และ 3) ภาคธนาคารปล่อยสินเชื่อไม่เต็มที่ เพราะต้องลดสัดส่วนสินทรัพย์ต่อทุน เพื่อทยอยล้างหนี้ ซึ่งจะทำให้นโยบายกระตุ้นภาครัฐดำเนินการได้ไม่เต็มที่
ทั้งนี้ เมื่อเทียบระหว่างเงินเฟ้อกับเงินฝืด สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญไม่อยากเห็นมากที่สุดก็คือภาวะเงินฝืด เพราะเศรษฐกิจจะตกต่ำนานจนถดถอย เหตุจากคนไม่ใช้จ่าย จนธุรกิจขาดทุนหมุนเวียน ต้องหาทางลดต้นทุนที่รวมถึงการปลดคนงาน ซึ่งจะยิ่งทำให้ความต้องการบริโภคสินค้าลดลงไปอีก
แต่ถึงจะใช้ยาแรงกระตุ้นเพื่อเลี่ยงเงินฝืดเพียงใด เอ.แกรี ชิลลิง นักวิเคราะห์์ประจำบลูมเบิร์กกลับเห็นว่า รัฐบาลหลายประเทศอาจผิดหวัง เพราะมีปัจจัยขวางการเติบโตในระยะยาว อย่างการกีดกันการค้าและการแข่งกันลดค่าเงิน
ระบบกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกช้าลง ทว่าที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ แม้จะตระหนักดีว่าเป็นภัยต่อระบบการค้าเสรี แต่มาตรการกีดกันกลับเริ่มได้รับความเห็นชอบเต็มที่ โดยผลสำรวจนักธุรกิจระดับผู้บริหาร 3,000 คน ใน 25 ประเทศ โดยบริษัท เจนเนอรัล อิเลคทริค (จีอี) เมื่อเร็วๆ นี้พบว่า 71% ของผู้บริหารต่างต้องการให้รัฐบาลออกกฎปกป้องธุรกิจของประเทศ
นอกจากนี้ การที่สภาพเศรษฐกิจโลกเผชิญกับปัญหาซบเซานาน ทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นไปในลักษณะของการช่วงชิงผลประโยชน์เข้าตัว ซึ่งนักวิเคราะห์เห็นว่ายิ่งเอื้อให้มีการใช้มาตรการกีดกันได้ง่ายขึ้น โดยหนึ่งในนั้นรวมถึงการแข่งขันลดค่าเงินที่หลายประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มจะเดินหน้าใช้มากขึ้น เพื่อสร้างความได้เปรียบในการส่งออก และสกัดสินค้านำเข้า
แน่นอนว่า การค้าระหว่างประเทศที่ติดขัดนี้ จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักมากที่สุด ย่อมหนีไม่พ้นประชาชนของประเทศนั้นๆ เอง
ทั้งนี้ การที่ธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้จะส่งผลต่อภาวการณ์ลงทุน มีการผลิตลดลงจนไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานอีกต่อไป ทำให้คนจะตกงานเพราะนายจ้างเลือกตัดลดต้นทุนการผลิต หรือเพิ่มส่วนต่างกำไรด้วยการปลดแรงงาน ทำให้แรงงานขาดรายได้ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคลดลง อำนาจในการใช้จ่ายของผู้บริโภคเหลือน้อยลง และสภาวะที่ไม่แน่นอนดังกล่าว ทำให้คนเลือกเก็บเงินมากขึ้น
ยืนยันได้จากตัวเลขว่างงานหลายประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยสหรัฐอยู่ที่ 7.7% ภูมิภาคยุโรปโดยรวมที่ 12% ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.3% ขณะที่จีนไม่เพิ่มไม่ลด อยู่ที่ 4.2% ขณะที่อัตราการออมของชาวสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นทุนสำรองแทนบ้านและหุ้นในตลาด โดยมีการคาดการณ์กันว่า จากเดิมที่อัตราการออมรายปีของสหรัฐจะเพิ่มเฉลี่ย 0.5% ต่อปี น่าจะเปลี่ยนมาเป็น 1% ต่อปี หรือมีการออมมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การใช้จ่ายผู้บริโภคหายไปราว 1.5%
ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีที่ใช้ระบุราคาสินค้าและบริการว่าเพิ่มหรือลดลงเพื่อวัดเงินเฟ้อและเงินฝืด แม้จะไม่ได้ติดลบแต่ก็อยู่ในสภาพที่อัตราเงินเฟ้อลดลง (Disinflation) ซึ่งเป็นผลจากการที่คนเริ่มหันมาออมเงินมากขึ้น
สำหรับสาเหตุสุดท้ายก็คือปัญหาหนี้เสียภาคธนาคาร ที่ทำให้ธนาคารต้องลดหนี้ ด้วยการลดสัดส่วนสินทรัพย์ต่อทุนและวางเงื่อนไขปล่อยกู้้ยากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจไม่สามารถหาเงินมาหมุนได้ทัน จนกิจการบางแห่งต้องปิดตัว โดยปี 2555 อัตราเติบโตสหรัฐเฉลี่ยอยู่ที่ 0.1% ขณะที่ยุโรปยังซบ โดยหัวเรือใหญ่เช่นเยอรมนี จีดีพีหดเหลือ 0.1% ในไตรมาส 4 ของปี 2555 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ด้านเศรษฐกิจอังกฤษอยู่ในภาวะที่นักวิเคราะห์เห็นว่าถดถอยแล้ว และการเติบโตจีนมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์สรุปว่า สิ่งที่ทั่วโลกต้องเผชิญจากนี้ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐมากมาย คือภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจตกต่ำ เพราะการที่เศรษฐกิจการค้าโลกมีปัจจัยขวางการเติบโต ทั้งมาตรการกีดกันและการแข่งขันลดค่าเงิน จะทำให้สินค้าขายไม่ออกจนภาคธุรกิจขาดรายได้ จนต้องลดคนงาน คนตกงานเลยต้องประหยัด หันมาเก็บออมเพราะเงินกลายเป็นของหายาก







