posttoday
ธุรกิจที่โลกลืม

ธุรกิจที่โลกลืม

02 เมษายน 2556

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองไปหาอ่านดูชื่อคลุกฝุ่นกับงาน เขียนโดยคุณศิริพล ยอดเมืองเจริญ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ กับคุณพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นบุตรชายของท่าน

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองไปหาอ่านดูชื่อคลุกฝุ่นกับงาน เขียนโดยคุณศิริพล ยอดเมืองเจริญ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ กับคุณพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นบุตรชายของท่าน

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ของท่านผู้เขียน ซึ่งผ่านงานสำคัญๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชนมามากมาย ทั้งยังมีความรู้ในระดับปริญญาเอกด้านการบริหารธุรกิจ ซึ่งน้อยคนจะทราบ เพราะท่านไม่เคยใช้คำนำหน้าตัวเองว่าดอกเตอร์เลยสักครั้งเดียว ไม่ว่าที่ไหน ทั้งๆ ที่ได้ปริญญามาด้วยการศึกษาเล่าเรียนจริงๆ จากออสเตรเลีย

ผมไม่แน่ใจว่า ท่านเขียนหนังสือชื่อนี้ออกมากี่ตอนแล้ว แต่เล่มที่ผมหยิบมาอ่านเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นตอนที่ 2 ซึ่งเขียนถึงเรื่องที่ผมสนใจอยู่หลายเรื่องด้วยกัน เช่น เรื่องธุรกิจค้าปลีก เรื่องการจำนำข้าว เรื่องภาษี เรื่องหนี้สาธารณะ เรื่องธุรกิจอัญมณี ฯลฯ

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบ นอกจากจะได้ความรู้ในเรื่องที่ผมอยากจะเก็บเอามาคุยกันคือ เรื่องของธุรกิจค้าปลีก ซึ่งท่านผู้เขียนได้เขียนถึงไว้ หลายบทด้วยกันในหนังสือเล่มนี้ โดยเฉพาะในบทแรกที่ตั้งชื่อไว้ว่า คนหนึ่งเติบโต คนหนึ่งถดถอย...ค้าปลีก

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กของคนไทยเสื่อมถอยว่ามีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลัก ...ได้แก่ หนึ่ง ค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่นิยมชมชอบที่จะเป็นลูกจ้าง แต่งตัวหรูผูกเนกไทใส่เสื้อนอก ทำงานในออฟฟิศหรูหรา สาเหตุที่สอง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เลือกใช้บริการที่ทันสมัยในสถานบริการดูทันสมัย แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า โมเดิร์นเทรด

ผมเห็นด้วยกับท่านผู้เขียนว่า สาเหตุหลักจริงๆ ที่ทำให้การค้าปลีกของคนไทยเสื่อมถอยจนใกล้จะสูญพันธุ์ คือ การขยายตัวของธุรกิจโมเดิร์นเทรด เพราะถ้าการเข้ามาของธุรกิจโมเดิร์นเทรด ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถแข่งขันเพื่อดำรงอยู่ได้ ใครจะไม่พยายามดิ้นรนออกไปประกอบอาชีพอื่น และถ้าการเข้ามาของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ ทำให้การค้าขายของธุรกิจขนาดเล็กหดตัว รายได้ไม่คุ้มกับการลงทุนปรับปรุง พัฒนาร้านค้า การติดตั้งเครื่องปรับอากาศและระบบการจัดการใหม่ ใครจะกล้าลงทุนพัฒนาปรับปรุงร้านค้าของตนเองอย่างที่กล่าวหากัน เพราะถ้าทำได้คงทำแน่นอน แต่ที่ไม่ทำ เพราะทำแล้วไม่คุ้มทุนต่างหาก

ท่านผู้เขียนได้ให้ตัวเลขการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า โมเดิร์นเทรด (Modern Trade) 4 ประเภท ได้แก่ ดิสเคาน์สโตร์ (Discount Store) ซูเปอร์มาร์เก็ต (Super Market) คอนวีเนียนสโตร์ (Convenience Store) และดีพาร์ทเมนต์สโตร์ (Department Store) กับการหดตัวของธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กและธุรกิจค้าส่ง ในช่วงปี 25422552 ให้เห็นว่าในช่วงระยะเวลาประมาณ 10 ปี ยอดขายของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้ง 4 ประเภท ขยายตัวขึ้นถึงร้อยละ 226.88 คือ จาก 177,085 ล้านบาท ในปี 2542 เป็น 541,740 ล้านบาท ในปี 2552 และสัดส่วนมูลค่าการค้าของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 187,360 ล้านบาท ในปี 2542 หรือประมาณร้อยละ 23.38 เมื่อเทียบกับมูลค่าค้าปลีกค้าส่งทั้งประเทศรวม 801,340 ล้านบาท มาเป็นประมาณ 629,965 ล้านบาท ในปี 2552 หรือประมาณร้อยละ 49.49 ของมูลค่าค้าปลีกค้าส่งรวม 1,272,556 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสัดส่วนนี้ต่อไป

ท่านผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ยกเว้นธุรกิจบางประเภทที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและเงินลงทุนสูงระยะคืนทุนยาว เช่น ธุรกิจซีเมนต์ ปิโตรเคมี และรถยนต์ ธุรกิจโดยทั่วไปรวมทั้งธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งควรจะอยู่ในโครงสร้างตลาดแข่งขัน (Competition Market) ซึ่งควรจะมีผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ อยู่ด้วยกัน แต่ขณะนี้และในอนาคตธุรกิจนี้จะกลายเป็นธุรกิจที่อยู่ในตลาดที่มีผู้ประกอบการไม่กี่ราย (Oli Gopohy) เพราะไม่มีประเทศใดในโลกปล่อยให้โมเดิร์นเทรดมีสัดส่วนการตลาดใหญ่มหึมาเช่นนี้เหมือนประเทศไทย

สถานการณ์ที่ว่าคือ ปล่อยให้ธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งของประเทศตกอยู่ในมือของผู้ประกอบการไม่กี่รายก็เปรียบเสมือนว่า การปล่อยให้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่มีทางที่ผู้ประกอบการค้าปลีก หรือค้าส่งขนาดเล็กจะเข้าไปต่อกรด้วยได้

ท่านผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า การจัดระบบการค้าใหม่ภายใต้การแข่งขันเสรีและเป็นธรรมให้เท่ากับประเทศอื่นเมื่อเปิดเสรีการค้าแล้ว เป็นที่ยอมรับว่าประเทศต่างๆ ได้ทำกันทั้งสิ้น โดยในหลายประเทศได้เตรียมการและวางกฎระเบียบไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน ซึ่งตัวอย่างมีให้เห็นว่า ในทุกประเทศจะพบเห็นว่าดิสเคาต์สโตร์ขนาดใหญ่ หรือเอาต์เลต จะตั้งอยู่นอกเมืองเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ค้าส่ง ค้าปลีก ขนาดเล็ก เกินสมควรเพราะต้องการให้เกิดการกระจายรายได้ และสร้างโอกาสให้คนในท้องถิ่นมีโอกาสทำมาหากินอย่างเป็นธรรม

ท่านสรุปข่าว เมื่อมีการค้าสมัยใหม่ก็ควรมีกฎใหม่ (มี Modern Trade ก็ต้องมี Modern Law) ไว้กำกับดูแลให้การค้าขายเป็นไปอย่างเป็นธรรม

ผมเห็นด้วยกับท่านผู้เขียนในทุกประเด็นที่ว่ามา และอยากเสริมว่า นอกจากการไม่สร้างป้อมปราการไว้ป้องกันการขยายตัวของโมเดิร์นเทรด โดยเฉพาะโมเดิร์นเทรดที่มาจากต่างประเทศแล้ว เรายังเปิดโอกาสให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่บ้างให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้เข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งขนาดเล็กที่เป็นคนไทยตาดำๆ ด้วยกัน เช่น การปล่อยให้ผู้ประกอบการต่างด้าวหลีกเลี่ยงกฎหมายหลายฉบับเข้ามาถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินในเมืองไทย เพื่อประกอบธุรกิจแข่งขันกับคนไทย การหลีกเลี่ยงบิดเบือน พ.ร.บ.ยังเมืองให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจเปิดสาขาในเขตชุมชนทั้งๆ ที่มีการกำหนดเขตการประกอบธุรกิจของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ไว้แล้ว การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่ให้บริการทางการเงินกับสาธารณะนั้น ซึ่งคนไทยทั่วไปไม่สามารถดำเนินการได้ ถ้าไม่ใช่สถาบันการเงิน การเปิดช่องโหว่รูรั่วให้ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ ใช้ความได้เปรียบด้วยระบบภาษีอากรเอาเปรียบผู้ประกอบการขนาดเล็ก ซึ่งไม่สามารถ “บริหาร” ภาษีได้ตามกฎหมายเหมือนผู้ประกอบการขนาดใหญ่ เป็นต้น

เรื่องของธุรกิจค้าปลีกนี้ คนไทยหลายคนมีมุมมองว่า เป็นเรื่องของการแข่งขันในระบบการค้าเสรี ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่ผู้ประกอบการค้าขนาดเล็กไม่ปรับตัวไม่พัฒนาการค้า ไม่พัฒนาสถานที่ประกอบการเพื่อรองรับการแข่งขันในระบบการค้าเสรี เพราะฉะนั้น ถ้าธุรกิจเหล่านี้จะมีอันเป็นไปจนถึงแก่ต้องสูญพันธุ์ไปก็น่าเป็นไปตามธรรมชาติเหมือนการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ในอดีต

แต่ท่านลืมไปหรือเปล่าว่า การแข่งขันที่ถูกต้องและเป็นธรรมนั้น นอกจากจะ “เสรี” คือ (Free) แล้ว ยังจะต้องเป็นธรรม คือ (Fair) ด้วย คิดดูก็ได้ว่าถ้าท่านเอานักมวยรุ่นเฮฟวีเวตจากอเมริกามาชกกับนักมวยไทยตัวเล็กๆ บนกติกาเดียวกันแล้ว ผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรท่านจะกล่าวหานักมวยไทยหรือไม่ว่าไม่รู้จักพัฒนากลยุทธ์การต่อสู้ หรือบำรุงตัวให้ตัวโตเท่าเขาจะได้ชกกันได้อย่างเท่าเทียม ฉันใดก็ฉันนั้น

เขียนมาถึงตรงนี้ก็ขอต่อว่า คุณศิริพลผู้เขียนหนังสือเล่มนี้สักนิดว่า เขียนอะไรก็ไม่รู้ทำให้ผมต้องกลับมาคิดถึงเรื่องที่พยายามลืมไปจนเกือบสำเร็จแล้วอีกครั้ง เพราะเรื่องนี้ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม ไม่เห็นมีใครเขาเดือดร้อนด้วย

ทีหลังไม่อ่านดีกว่า หนังสือดีๆ มีสาระแบบนี้เพราะอยู่ประเทศนี้ ต้องพยายามอย่าทำอย่างเรื่องที่เป็นสาระเข้าตัวมาอ่าน มาคิดเป็นอันขาดถ้าไม่อยากบ้าไปคนเดียว

ว่าแล้วจะเริ่มดูละครทีวีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อย่างน้อยไม่ต้องทะเลาะเปลี่ยนช่องทีวีกับใครอีกให้เสียอารมณ์ เห็นด้วยไหมครับ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์